September 25, 2020   9:31:32 AM ICT
เว็บบอร์ด > ห้องสาระน่ารู้ > ฟันธง...
 

Toon
สมาชิก

จังหวัด: กรุงเทพมหานคร
โพสต์: 973
วันที่: 14/01/2008 @ 10:59:51
คุณชอบกระทู้นี้หรือไม่

ผลการโหวต
ชอบ
0.00%
0 คน

ไม่ชอบ
0.00%
0 คน

ทิศทางตลาดหุ้นวันนี้
Sideway
กลยุทธ์การลงทุน
Selective

กรอบ 788-804pts
แนวโน้ม Range Trading
ปิดวานนี้ 796.47, -3.71

Stock Current Trading Fair Value
Price Range Rec.

TSTH 1.85 1.82-1.88 2.70 Accumulate
UMS 27.25 27.5-28.5 32.0 Accumulate
TRUE 6.25 6.2-6.4 8.52 Trading
SOLAR 3.32 3.30-3.60 N.A. Trading
Note: *High Dividend Yield

What s News
* Dow Jones ปรับลดลงต่อเนื่อง 1.92% เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าเป็นการปรับลดลงต่อ
เนื่องตั้งแต่ปลายปีก่อน โดยก่อนหน้านี้มีความกังวลว่า ML อาจประกาศผลการดำเนินงานที่ขาดทุนมากถึง
$1.5 หมื่นล้านมากกว่าที่คาดไว้
* น้ำมันปาล์ม ก.พาณิชย์เสนอให้นำเข้าน้ำมันปาล์มจากมาเลเชีย 6 หมื่นตัน แก้ปัญหาขึ้นราคา
น้ำมันพืช...แต่เรายังมีมุมมองเชิงบวกต่อกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันปาล์มต่อไป
* กกต ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งเพิ่ม 17 คน แบ่งเป็น พปช 14 คน ปชป 2 คน และ
ชท 1 คน รวมรับรองผลแล้ว 420 คน คาดรับรองครบ 456 คน ภายในสัปดาห์นี้
* ราคาน้ำมัน + ค่าระวางเรือ ราคาน้ำมันดิบ NYMEX ปรับลดลง $1.02/บาร์เรล ปิดที่
$92.96/บาร์เรล แนะนำ ทยอยสะสมเมื่ออ่อนตัว PTT และ PTTEP สำหรับค่าระวางเรือปรับลดลง
384 จุด แนะนำ รอซื้อ (ยังไม่รีบ) สำหรับ TTA

Market Roundup and Trend: ถึงระยะสั้นๆ จะดูอ่อนแอ แต่ก็พร้อม Rebound รับการประชุม FOMC
แม้จะมี Rebound ในช่วงเช้า แต่แรงขายหุ้นในช่วงบ่ายจากความกังวลต่อแนวโน้มผลการ
ดำเนินงานของสถาบันการเงินในสหรัฐฯ โดยเฉพาะ ML ที่อาจประกาศขาดทุนถึง $1.5 หมื่นล้าน มีผลทำ
ให้ SET ปรับลดลง 3.71 จุด ปิดตลาดที่ 796.47 จุด ต่ำกว่า 800 จุด ซึ่งถือว่าไม่ดีนัก ด้วยมูลค่าการ
ซื้อขายกลางๆ 15,760 ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิต่อเนื่อง 1,184 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุน
สถาบันซื้อสุทธิ 165 ล้านบาท สำหรับแนวโน้ม SET วันนี้ อีกครั้งที่คาดว่าจะมีทิศทางอ่อนตัวตามตลาดหุ้น
Dow Jones ที่ปรับลดลงแรงเกือบ 2% เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา ตามความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ อย่าง
ไรก็ตามเราความคาดหวังต่อการฟื้นตัวของตลาดหุ้นต่างประเทศ ในช่วง 1 | 2 สัปดาห์ข้างหน้า จากการ
เก็งผลการประชุม FOMC ที่คาดว่าจะลดดอกเบี้ยถึง 50bps และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมของ
รัฐบาลสหรัฐฯ ที่อาจประกาศออกมาในช่วงปลายเดือนนี้

Investment Strategy: ถือหุ้น 50% ของพอร์ตต่อเนื่อง แนะนำเลือกลงทุนหุ้นปันผลดี แนวโน้มผลการ
ดำเนินงานเติบโตอย่าง TSTH
การที่ ก.พาณิชย์ประกาศให้นำเข้าน้ำมันปาล์มจากมาเลเซีย 6 หมื่นตันเพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลน
และการขึ้นราคาของน้ำมันพืช ถือว่าเป็นปัจจัยลบเชิง Sentiment ต่อหุ้นกลุ่มน้ำมันพืชและน้ำมันปาล์ม แต่ก็
ถือว่าเป็นเพียงการแก้ปัญหาระยะสั้นเท่านั้น โดยเราคาดว่าน้ำมันปาล์มจะยังอยู่ในภาวะตึงตัวเนื่องจากนำ
ไปใช้ผลิตเป็นไบโอดีเซล และทำให้หุ้นกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันปาล์มอย่าง UPOIC, UVAN ยังเป็นกลุ่มหุ้นที่น่าสนใจ
ในช่วงนี้ สำหรับหุ้นกลุ่มที่มี Downside Shield ยังคงเป็นกลุ่มหุ้นปันผลดี กำไรมีแนวโน้มขยายตัว โดยมี
TISCO, DELTA เป็นหุ้นเด่นเหมือนเดิม ส่วนหุ้นกลุ่มธนาคารนอกจากธนาคารขนาดใหญ่ที่แนะนำสะสมต่อ
เนื่อง หุ้นขนาดเล็ก แนะนำ SCIB เนื่องจาก ถ้าดูจาก AUTO จะเห็นว่าเป็นหุ้นที่มี Price Momentum
ดีขึ้นต่อเนื่อง ส่วน TSTH ยังแนะนำ ทยอยสะสม ต่อ

Top Picks - PTT, TOP, UMS, KBANK, SCB, TISCO, QH, LH, LPN, AP , ROJANA,
CCET, CPALL, MAKRO, SAT, STANLY, CPF, TICON, KH, TSTH
AUTO: SCIB มี Price Momentum ดีขึ้นต่อเนื่อง

Upgrade SCC, PSL
Downgrade -
Top Picks ADVANC, DELTA, MINT, +SCIB

หุ้นปันผลสูงถือว่าเป็นหุ้นที่มี Downside Shield ที่ดีสำหรับภาวะตลาดช่วงนี้
หุ้นที่ให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูง ถือว่าเป็นหุ้นที่มี Downside Shield ที่ดีสำหรับการ
ลงทุนในช่วงที่มีความผันผวน และอัตราดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ในระดับต่ำ โดยหุ้นที่ยังไม่มีการจ่ายปันผล
ระหว่างกาล และคาดว่าจะมีการจ่ายเงินปันผลในอัตราสูง อีกทั้งยังคาดว่าจะมีอัตราการขยายตัวของกำไร
ดีต่อเนื่องในปี 51 ได้แก่ TISCO, DELTA, รวมไปถึง TMT ขณะที่หุ้นที่มีการจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอทุกๆ
ครึ่งปี หรือทุกๆ ไตรมาส รวมไปถึงมีแนวโน้มธุรกิจที่ดี ได้แก่ CSL, SPALI, MCS, GRAMMY, GMMM,
CCET และ ADVANC สำหรับ PSL แม้มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลดี แต่อาจมีความเสี่ยงจากการปรับ
ลดลงของดัชนีค่าระวางเรือ จากความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ขณะที่ TCAP แม้จะมีอัตราผลตอบ
แทนจากเงินปันผลดีในปี 2550 แต่ในปีหน้ากำไรจะปรับลดลง และมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลเหลือ
เพียง 5.4% เท่านั้น

ตลาดต่างประเทศ และประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นในตลาดโลก
* ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง ดัชนีตลาดหุ้นดาวโจนส์ปิดลดลง 1.92% และ S&P 500 ปิดลด
ลง 1.36% จากแรงกดดันเรื่องความวิตกเกี่ยวกับการชะลอตัวของการใช้จ่ายของผู้บริโภค ทั้งนี้ได้ส่งผล
กระทบต่อหุ้นทั้งกระดานนับตั้งแต่หุ้นแมคโดนัลด์ คอร์ปไปจนถึงหุ้นทิฟฟานี แอนด์ โค โดยทิฟฟานีได้ปรับลด
คาดการณ์ผลกำไรลงอีก นอกจากนี้บริษัทอเมริกัน เอ็กซ์เพรสเตือนเรื่องการผิดนัดชำระหนี้บัตรเครดิตมากขึ้น
* ราคาน้ำมันดิบ NYMEX ลดลง สัญญาน้ำมันดิบ NYMEX ส่งมอบเดือน ก.พ. ปิดลดลง 1.20
ดอลลาร์สหรัฐ มาปิดที่ 92.69 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล โดยได้รับแรงกดดันจากความกังวลที่ว่าอุปสงค์ใน
น้ำมันอาจจะลดลง เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐกำลังเผชิญความเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะถดถอย ขณะที่นายเบน
เบอร์นันเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ระบุว่าเศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มย่ำแย่ลง และเฟดพร้อมที่
จะดำเนินการเพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ
* ดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเยน ดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลง หลังจากตลาดหุ้นทั่ว
โลกร่วงลงจากความวิตกที่ว่าภาคการเงินของสหรัฐไปได้ปรับลดมูลค่าในบัญชีมากขึ้นที่เกี่ยวกับตลาดสินเชื่อ
เพื่อที่อยู่อาศัยที่ปล่อยกู้ให้แก่ลูกหนี้ที่มีความน่าเชื่อถือต่ำ (ซับไพรม์) ของสหรัฐ ซึ่งทำให้ความต้องการความ
เสี่ยงของนักลงทุนลดลง ขณะที่หนังสือพิมพ์นิวยอร์ค ไทม์รายงานคาดการณ์ว่าบริษัทเมอร์ริล ลินซ์จะขาดทุน
1.5 ล้านดอลลาร์จากการขาอทุนในตลาดสินเชื่อซับไพรม์ ซึ่งรายงานดังกล่าวทำให้นักลงทุนลังเลที่จะถือ
ครองสถานะ carry trade
* ดัชนีค่าระวางเรือเทกองปิดลดลง 384 จุด มาอยู่ที่ 7,949 จุด เมื่อวันศุกร์ ค่าระวางเรือ
เทกองลดลงค่อนข้างแรงถึง 4.6% อันเป็นผลกระทบจากความกังวลเกี่ยวกับปัจจัยด้านอุปสงค์ จากสัญญาณ
ต่างๆ ที่ชี้ว่า แนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจชะลอตัวลง รวมทั้งมีสัญญาณการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีน
ด้วเช่นกัน อาทิเช่น การเกินดุลการค้าที่ลดลง และปริมาณเงินที่เติบโตชะลอตัว เป็นต้น นอกจากนั้น ค่า
ระวางที่ลดลงมีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการที่ท่าเรือแห่งหนึ่งของบราซิล ต้องหยุดทำการเนื่องจากมีการซ่อม
แซม

News Comment

Automotive: ตรีเพชรอีซูซุฯเผยยอดขายรถทั้งระบบปี 50 ลด 7.5%
บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ รายงานยอดขายรถยนต์ทั้งระบบของไทยในปี 50 ลด ลง 7.5% มาที่
6.31 แสนคัน โดย ยอดการจำหน่ายปิกอัพ ลดลง 9.05% มาที่ 3.9 แสนคัน และรถยนต์นั่งส่วนบุคคล
ลดลง 11.29% มาที่ 1.7 แสนคัน แต่รถขับเคลื่อน 4 ล้ออเนก ประสงค์ (SUV) เพิ่มขึ้น 15.90% มาที่
2.82 หมื่นคัน เฉพาะในเดือนธ.ค.50 ยอดจำหน่ายรถยนต์ทั้ง ระบบเพิ่มขึ้น 11.5% จากเดือนพ.ย.มาที่
64,345 คัน โดยยอดจำหน่ายรถปิกอัพ เพิ่มขึ้น 21.30% มาที่ 45,957 คัน ขณะที่ตลาดรถยนต์นั่งส่วน
บุคคล ลดลง 11.92% มาที่ 12,018 คัน (รอยเตอร์)

ความเห็นและคำแนะนำ
พบว่ายอดขายรถยนต์ในเดือน ธ.ค.ปรับตัวดีขึ้น 11.5%MoM เนื่องจากปัจจัยฤดูกาล ซึ่งในช่วง
ต้นเดือนมีการจัดงาน Motor Expo แต่หากเทียบ YoY ยอดขายรถยนต์ปรับลดลงถึง 24%YoY นอกจากจะ
มาจากปัญหาภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และปัญหาราคาน้ำมันแพงแล้ว ยังมาจากประเด็นทางภาษีสำหรับรถ
ยนต์ประเภทที่ใช้เชื้อเพลิงทดแทน(E-20) ที่เริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 51 ซึ่งทำให้ราคารถยนต์
ถูกลงประมาณ 5% เป็นผลให้ผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจซื้อรถ เพื่อรับประโยชน์ทางภาษีหากมาซื้อในปี 51
ซึ่งเราคาดว่าประเด็นทางภาษีจะส่งผลให้ยอดขายรถยนต์ในประเทศของปี 51 จะเริ่มปรับตัวดีขึ้น ในขณะ
ที่ตัวเลขยอดผลิตรถยนต์ของปี 50 ยังไม่ได้ประกาศมาเป็นทางการ แต่ทางสถาบันยานยนต์ประเมินในเบื้อง
ต้นคาดว่าจะอยู่ที่ 1.31 ล้านคันปรับเพิ่มขึ้น 10.5%YoY เนื่องจากรับผลดีจากยอดส่งออกรถยนตที่เพิ่มขึ้น
ประมาณ 26%YoY ส่วนแนวโน้มในปี 51 ทางสถาบันยานยนต์คาดว่าจะมีการผลิต อยู่ที่ 1,430,000 คัน
มีอัตราเติบโตประมาณ 10%YoY (ใกล้เคียงกับปี 50) โดยแบ่งออกเป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ
660,000 คัน และผลิตเพื่อการส่งออก 770,000 คัน ซึ่งคาดว่าจะส่งผลดีต่อผลประกอบการของหุ้นใน
กลุ่มชิ้นส่วน ในการที่มีออร์เดอร์ผลิตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สำหรับกลยุทธ์ในการลงทุนหุ้นในกลุ่มชิ้นส่วนเรายังคง

14 ม.ค.--บมจ.หลักทรัพย์ กรุงศรีอยุธยา[/size:2403242324">

 กลับขึ้นบน

 
 

Copy Right © 2009-2012 © Thaihoon.Com