June 15, 2026   4:27:43 PM ICT
เว็บบอร์ด > ห้องข่าว > มาร์เก็ตแคปวูบ 2 ล้านลบ.-ฝรั่งกลับมาซื้อ
 

thaihoon
สมาชิก

จังหวัด: กรุงเทพมหานคร
โพสต์: 14,583
วันที่: 14/06/2013 @ 08:43:53
คุณชอบกระทู้นี้หรือไม่

ผลการโหวต
ชอบ
0.00%
0 คน

ไม่ชอบ
0.00%
0 คน

ตลาดหุ้นไทยมาร์เก็ตแคปวูบ 2 ล้านล้านบาท ฝรั่งเทขายกดค่าพี/อี ลดเหลือแค่ 12.5
เท่า ด้าน'จรัมพร'-นายกสมาคมบล.ชี้เป็นจังหวะดีทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานดี เหมาะลงทุนระยะ
ยาว ขณะที่วานนี้ดัชนีทรุดอีก 30 จุด แต่มีสัญญาณดีฝรั่งพลิกกลับมาซื้อ 1.39 พันล้านบาท ด้าน
โบรกฯ ให้ปรับพอร์ตเก็งกำไรไว้ 25% และทยอยซื้อเมื่อฝรั่งเริ่มชะลอขาย เน้นหุ้นที่มีอัพไซ
ด์เกิน 20 % - ปันผลมากกว่า 5% ด้านบลจ.ให้จับตาเงินบาท หากแข็งค่าต่อเนื่อง 2-3 วัน จะ
เป็นสัญญาณดีต่อการลงทุน ส่วนกูรู TFEX แนะช่วงนี้เล่น Short ใน SET50 Futures หรือ
Long ใน Gold Futures แต่ต้องจบในวันไม่ห่อกลับบ้าน
สถานการณ์ตลาดหุ้นไทยยังคงอาการหนัก โดยปรับลดลงต่อเนื่อง แม้หลายฝ่ายจะออก
มาระบุว่า พื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังดี นักลงทุนไม่ควรตื่นตระหนก เพราะหุ้นร่วงหนักช่วงนี้ต่าง
ชาติแค่ปรับพอร์ต โยกเงินหนี้จากตลาดหุ้นกลุ่ม TIPs (ไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์)
โดยวานนี้ นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่ง
ประเทศไทย(ตลท.) เปิดเผยว่าเผยพี/อี เรโช ของตลาดหุ้นไทย ขณะนี้อยู่ที่ระดับ 12.5 เท่า ขณะ
ที่การปรับตัวลดลงของตลาดหุ้นไทย เมื่อเทียบกับตลาด หุ้นเพื่อนบ้าน พบว่านักลงทุนต่างชาติเริ่ม
มีแรงขายหนัก นับตั้งแต่ 23 พ.ค. ที่ผ่านมา โดยมีแรงขายหุ้นไทยออกไปแล้ว 1.6 พันล้านเหรียญ
สหรัฐ หรือราว 5 หมื่นล้านบาท ขณะที่ขายหุ้นในตลาดอินโดนีเซีย ซึ่งมีมาร์เก็ตแคปใกล้เคียงกับ
ตลาดหุ้นไทย 1.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ และขายหุ้นในตลาดฟิลิปปินส์ 77 ล้านเหรียญสหรัฐ
ทั้งนี้ ทางสำนักข่าว eFinanceThai.com ได้สรุปภาพรวมตลาดหุ้นว่า หากนับตั้งแต่ดัชนี
ทำจุดสูงสุดของปีนี้เมื่อวันที่วันที่ 21 พ.ค.2556 ที่ระดับ 1,649.77 จุด ( มาร์เก็ตแคป 14.09
ล้านล้านบาท) ถึงปัจจุบันดัชนีหุ้นไทยลดลงมาแล้วรวม 295 จุด (เทียบจากจุดต่ำสุดของวันที่ 13
มิ.ย. ที่ 1,354 จุด)หรือ -17.88% มาร์เก็ตแคปลดลง 2.02 ล้านล้านบาท (เทียบจากวานนี้ที่
12.07 ล้านล้านบาท)ขณะที่นักลงทุนต่างชาติมียอดขายสุทธิสะสมรวม 5.5 หมื่นล้านบาท (ณ 13
มิ.ย.56)
ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยวันนี้ปิดการซื้อขาย ที่ระดับ 1,403.27 จุด ลดลง 30.20 จุด หรือ
30.20% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 85,402.21 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนสถาบัน ขายสุทธิ 211.54
ล้านบาท ,บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิ 1,920.01 ล้านบาท ,นักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิ
ครั้งแรกในรอบหลายวันทำการจำนวน 1,394.49 ล้านบาท และนักลงทุนทั่วไปซื้อสุทธิ 737.06
ล้านบาท

'จรัมพร' มั่นใจพื้นฐานหุ้นไทยแกร่ง เมินตั้งกองทุนพยุงหุ้น
นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
(ตลท.) เปิดเผยว่าหากดูจากพื้นฐานของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทย ยังถือว่าแข็งแกร่ง โดยค่า
P/E ณ ปัจจุบันอยู่ที่ 12.5 เท่า ซึ่งโดยปกติแล้วถือว่าเป็นจุดที่น่าลงทุนในระยะยาว ซึ่งการที่ตลาด
หุ้นไทยปรับตัวลดลงช่วงนี้เป็นการ Panic Sell ของนักลงทุนมากกว่า ดังนั้น นักลงทุนอย่าตื่น
ตระหนกจนเกินไป เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานต่างๆ ภายในประเทศยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
นอกจากนี้ มองว่าในระยะยาวหากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ฟื้นตัวอย่างมีเสถียรภาพจริงๆ แล้ว เชื่อ
ว่าเศรษฐกิจทั่วโลกจะได้รับอานิสงส์ด้วย แต่ในระยะสั้นก็จะเกิดเหตุการณ์เงินทุนต่างชาติไหล
ออกไปอีกสักระยะ เนื่องจากก่อนหน้านี้ตลาดหุ้นไทยอยู่ในสภาวะ Overbought อย่างไรก็ตามยัง
ไม่มีมาตรการที่จะสกัดกั้นไม่ให้เงินทุนไหลออกปล่อยให้เป็นไปตามภาวะต่างๆ ของภูมิภาค
ส่วนแผนการจัดตั้งกองทุนพยุงหุ้น นั้น นายจรัมพร กล่าวว่า ยังเร็วเกินไป เพราะปัจจัยพื้น
ฐานของ บจ.ไทย ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

ฟิลลิป แนะเข้าซื้อช่วงต่างชาติชะลอขาย
นางสาว ธีรดา ชาญยิ่งยงค์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟิลลิป (ประเทศ
ไทย) เปิดเผยกับ eFinanceThai.comว่า แนวโน้มของตลาดในระยะกลาง ยังคงต้องติดตาม
แรงขายของต่างชาติ ว่าจะมีมากขนาดไหน และต้องติดตามผลกระทบจากการปรับลดประมาณ
การณ์ GDP ของไทย รวมถึงความชัดเจนของเฟดในเรื่องของมาตรการ QE ว่าจะลดปริมาณลง
หรือไม่ เพราะตลาดในช่วงนี้จะปรับตัวตามข่าวต่าง ๆ ที่ออกมาอย่างเห็นได้ชัด โดยวิเคราะห์แนว
รับที่ 1,320 จุด และแนวต้านที่ 1,500 จุด
' ถึงแม้ว่าในตอนนี้ต่างชาติจะเทขายออกมามากแล้ว แต่ปริมาณที่ซื้อสะสมไว้เยอะมากจึง
สามารถขายออกมาได้อีก แต่เชื่อว่าคงยังไม่ขายออกมาหมดเพราะยังไม่มีปัจจัยร้ายแรงมาเสริม
มากในช่วงนี้ แต่มองกลับกันตลาดในตอนนี้ก็ปรับตามข่าวที่ออกมาอยู่ตลอด เช่นหากมีความชัด
เจนจากเฟดว่าจะยังไม่ลดปริมาณ QE นักลงทุนก็จะกลับมาทยอยซื้อมากขึ้น ตลาดก็จะปรับตัวสูง
ขึ้นมาถึงระดับ 1,500 จุดได้' นางสาวธีรดา กล่าว
ทางด้านของกลยุทธ์ในการลงทุนในช่วงนี้ ให้ปรับพอร์ตเก็งกำไรไว้ที่ประมาณ 25% และ
เมื่อต่างชาติลดการเทขายแนะนำให้เริ่มทยอยซื้อ โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มที่ยังมีอัพไซด์ได้อีกกว่า
20 % และมีอัตราปันผลตอบแทนกว่า 5% เช่น QTC- DELTA- TKS เป็นต้น

นายกฯสมาคมบล. ชี้น่าเก็บหุ้นช่วง พี/อี 12.5 เท่า
นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส(ประเทศไทย) ใน
ฐานะนายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย เปิดเผยว่าตั้งแต่ตลาดหุ้นไทยปรับลดลงมาอย่างหนัก
ตั้งแต่ต้นสัปดาห์ มีรายงานว่ามีโบรกเกอร์ได้ทำการบังคับขายลูกค้าเพียง 1-2 รายต่อโบรกเกอร์
เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ยังคงมั่นใจว่าเมื่อค่าพี/อี ของตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ราว 12.5
เท่า ถือว่าเป็นจังหวะที่น่าสนใจเข้าลงทุน เนื่องจากพื้นฐานของตลาดหุ้นไทย รวมถึงบจ.สามารถ
ที่จะรองรับกับภาวะ ดังกล่าวได้
' ตลาดหุ้นไทยมีการพึ่งพิงเม็ดเงินต่างชาติกว่า 20% หรือ ราว 1 ใน 4 ของผู้ลงทุนทั้ง
ตลาด ดังนั้น นักลงทุนในประเทศที่เข้าใจพื้นฐาน ของตลาดที่ดีจึงสามารถที่จะเข้ามาลงทุนได้
แต่จะต้องพิจารณาจังหวะที่เหมาะสม ' นางภัทธีรา กล่าว

บลจ.วรรณ ชี้หากบาทแข็งค่าต่อเนื่อง 2-3 วัน จะเป็นสัญญาณดี
ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.วรรณ เปิดเผยว่า คาดหุ้นไทยมีแนว
โน้มกลับมารีบาวน์ได้ในช่วงครึ่งปีหลัง หลังจากที่บริษัทจดทะเบียนได้ประกาศงบไตรมาส 2/56
ออกมา โดยเชื่อว่าความสามารถในการทำกำไรของบจ. โดยรวมจะอยู่ที่มากกว่า 20% ซึ่ง
สะท้อนถึงปัจจัยพื้นฐานของบจ.ไทยที่ยังแข็งแกร่ง ทั้งนี้มองว่า ณ ปัจจุบันการที่หุ้นไทยปรับตัวลง
แรงมาจากปัจจัยภายนอก โดยเป็นแรงขายของนักลงทุนต่างชาติที่ขายออกทั้งภูมิภาค
ส่วนกลยุทธ์การลงทุน ระบุว่า ให้ลงทุนในหุ้นที่มีพื้นฐานดี มีผลตอบแทนสูงที่ราคาปรับลงไป
มากในช่วงนี้ อาทิ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ กลุ่มเช่าซื้อ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มพาณิชย์ โดย
ให้เข้าทยอยสะสมที่ระดับดัชนีต่ำกว่า 1,400 จุด และให้ดูสัญญาณค่าเงินบาทหากมีการแข็งค่า
ขึ้นแล้วสามารถยืนระยะได้ 2-3 วัน ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่จะมีแนวโน้มกลับสู่ภาวะปกติ
สำหรับแรงขายจากต่างชาติยังคงมีอยู่เชื่อว่าน่าจะมีการขายออกของนักลงทุนต่างชาติอีก
ราว 1 หมื่นล้านบาท หากมีการขายออกจะกดดัชนีหุ้นไทยให้ลงไปอยู่ที่ระดับ 1380-1350 จุด ทั้ง
นี้ที่ผ่านมาตั้งแต่ต้นปี 2011 นักลงทุนต่างชาติได้เข้าทยอยลงทุนในประเทศไทยกว่า 1 แสนล้าน
บาท มองว่าการขายออกรอบนี้จะอยู่ที่ระดับ 7-7.5 หมื่นล้านบาท
'เชื่อว่าต่างชาติคงไม่ขายออกหมด 1 แสนล้านบาท เนื่องจากเศรษฐกิจในประเทศยังอยู่ใน
ช่วงที่ดี ความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียนยังดีอยู่ ถ้าถามว่าต่างชาติจะกลับเข้า
มาลงทุนอีกเมื่อไหร่ คงต้องดูหลังงบ บจ.ไตรมาส 2 ออกมาก่อน ซึ่งเราเชื่อว่าน่าจะดี ทั้งปียังคง
เป้าดัชนีไว้ที่ 1640 จุด โดยจะมีตัวขับเคลื่อนที่สำคัญ คือผลกำไรของบจ. อาทิ กลุ่มแบงก์ กลุ่ม
อสังหาฯ กลุ่มเช่าซื้อ กลุ่มพาณิชย์ และกลุ่มพัฒนานิคมอุตสาหกรรม' ดร.วิน กล่าว
ทั้งนี้บริษัทฯประเมินอัตราการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียนในปีนี้อยู่ที่ระดับ 20% จากปี
ก่อนที่อยู่ระดับ 17% ขณะที่ในปี 2557 ประเมินว่าจะเติบโตไม่ต่ำกว่า 15-17%

กูรู TFEX แนะเล่น SET50 Futures ฝั่ง Short หรือ Long ใน Gold Futures
นายณัฐพงศ์ หิรัณยศิริ กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก เปิดเผย
กับ eFinanceThai.com ว่า ในระยะนี้ที่ทิศทางราคา SET50 Futures ปรับตัวลดลงแรง
สามารถเก็งกำไรฝั่งขายได้ ส่วนทิศทาง Gold Futures ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นสามารถเก็งกำไรฝั่ง
ซื้อ แต่สินค้าทั้ง 2 ตัวนี้ต้องปิดสถานะภายในวัน เนื่องจากช่วงนี้ทิศทางราคาสินค้าผันผวนมาก
โดยเฉพาะ SET50 Futures ทั้งนี้ปัจจัยที่มีผลกระทบหลักมาจากประเด็นค่าเงินบาทอ่อนค่า
แตะระดับ 31 บาท/ดอลลาร์
โดยทิศทางการเคลื่อนไหวของ SET50 Futures คาดว่าใกล้ถึงจุดสิ้นสุดการปรับตัวลดลง
แล้ว เนื่องจากสัญญาณเทคนิคเข้าเขตการขายมากเกินไป(Oversold) ตามทิศทางตลาดหุ้นไทย
ที่ถูกต่างชาติขายหุ้นในตลาดโซนตลาดเกิดใหม่ (Emerging market) ทั้งนี้ประเมินแนวรับ
สำคัญไว้ที่ 900 จุด หากเคลื่อนไหวหลุดแนวรับดังกล่าวจะมีโอกาสปรับตัวลดลงแรง ซึ่งทิศทาง
กลยุทธ์จะเปลี่ยนเป็นเปิดสถานะขาย ประเมินแนวรับถัดไปที่ 875 จุด ส่วนแนวต้านประเมินไว้ที่
925 และ 940 จุด
ด้านทิศทาง Gold Futures ในระยะนี้ถือว่าเคลื่อนไหวผันผวนน้อยกว่าสินค้า SET50
Futures โดยเป็นไปในลักษณะปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าสนับสนุนราคา
ทองคำในประเทศ ให้นักลงทุนเก็งกำไรฝั่งซื้อได้ โดยให้แนวรับ 20,400 และ 20,300 บาท แนว
ต้าน 20,600 และ 20,700 บาท
อย่างไรก็ดีทิศทางสินค้าทั้ง 2 ชนิดนี้ขึ้นอยู่กับประเด็นค่าเงินบาทและมาตรการ QE3 โดย
ประเด็นค่าเงินบาทมองว่าคงไม่อ่อนค่ามากกว่า 31.25-31.30 บาท/ดอลลาร์ ซึ่งในขณะนี้ใกล้
ระดับดังกล่าวแล้ว ดังนั้นการเก็งกำไรในสินค้าSET50 Futures และ Gold Futures ต้อง
ระมัดระวัง ส่วนประเด็นมาตรการ QE3 มองว่ามีโอกาสสิ้นสุดหรือชะลอตัวภายในไตรมาสที่
4/2556 โดยให้ติดตามการประชุม FOMC ในช่วงวันที่ 18-19 มิถุนายนนี้ ถึงแนวทาง
มาตรการ QE3 พร้อมจับตาแนวรับสำคัญของหุ้นที่ 1,350 จุดให้ดี หากหลุดจริงทิศทางจะ
เปลี่ยน SET50 Futures เป็นลงหนักต่อเนื่อง





เรียบเรียง โดย นายศักดิ์ชาย งอกงาม
อีเมล์แสดงความคิดเห็น commentnews@efinancethai.com




ที่มา อีไฟแนนซ์ไทย วันที่ 14/06/13 เวลา 8:18:55




 กลับขึ้นบน

 
 

Copy Right © 2009-2012 © Thaihoon.Com