thaihoon สมาชิก
 จังหวัด: กรุงเทพมหานคร โพสต์: 14,583 |  วันที่: 13/06/2013 @ 08:56:09 คุณชอบกระทู้นี้หรือไม่ ผลการโหวต โบรกฯ คาดแรงขายต่างชาติใกล้สะเด็ดน้ำ หลังพบกว่า 5 เดือนขายสุทธิแล้ว 5.5 หมื่นล้านบาท จากยอดซื้อสะสมสุทธิตั้งแต่ปีก่อน 7.6 หมื่นล้านบาท ประเมินครึ่งปีหลังมีแรงซื้อกลับ มองดัชนีช่วง 1,430-1,420 จุดทยอยเก็บของได้ เตือนกลุ่มแบงก์ -สื่อสารยังเสี่ยง เหตุต่างชาติซื้อไว้มากช่วงต้นปี ด้าน ก.ล.ต. ปลอบขวัญ มั่นใจเงินไหลกลับ เหตุเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวได้ดี ขณะที่ผู้จัดการกองทุนชี้เป็นจังหวะซื้อกองทุน LTF-RMF ยันแม้หุ้นร่วงแต่นักลงทุนไม่ได้ตกใจแห่ขายหน่วยลงทุน
ภาวะการลงทุนในตลาดหุ้นไทยยังอยู่ในช่วงขาลง เพราะถูกกดดันจากแรงขายทำกำไรของนักลงทุนต่างชาติ โดยล่าสุดวานนี้(12 มิ.ย.)ต่างชาติขายสุทธิอีกจำนวน 5,854.74 ล้านบาท ฉุดดัชนีทรุดตัวแตะจุดต่ำสุดที่ระดับ 1,422 จุด ลดลงกว่า 30 จุด ก่อนที่จะมีแรงซื้อกลับ ดันดัชนีฯ ขึ้นมาปิดที่ระดับ 1,433.47 จุด ลดลง 19.16 จุด หรือ 1.32% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 66,506.14 ล้านบาท ทั้งนี้ หากนับตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิแล้วรวม
55,142.50 ล้านบาท
*** คาดต่างชาติขายหุ้นไทยอีกไม่มาก
นายปริญทร์ กิจจาทรพิทักษ์ ผู้บริหารสายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์และกลยุทธการลงทุน บล.เคทีบี (ประเทศไทย) เปิดเผย กับ eFinanceThai.com ว่า หากพิจารณาตัวเลขยอดซื้อขายของต่างชาติเฉพาะปี 2555 พบว่า มียอดซื้อสุทธิ 76,388 ล้านบาท ในขณะที่ปีนี้ นับตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันต่างชาติขายสุทธิร่วม 5 หมื่นล้านบาท ดังนั้น จึงยังเหลือหุ้นที่ต่างชาติยังไม่ได้ขายออกมาอีกประมาณ 2.6 หมื่นล้าน (เทียบจากยอดซื้อสุทธิปี 2555)ดังนั้น สะท้อนว่า ในกรณีที่ต่างชาติจะขายหุ้นออกมาอีก ก็ยังมีตัวเลขเหลืออยู่อีกประมาณ 2.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือว่าไม่สูงมาก ส่วนต่างชาติจะขายออกมาหมดหรือไม่ และช่วงเวลใด ร ไม่สามารถสรุปได้ เพราะการตัดสินใจขายของต่างชาติ ขึ้นอยู่กับการจัดพอร์ตว่า ต้องการขายหุ้นในประเทศไทยเท่าใด เนื่องจากต่างชาติมีการลงทุนในตลาดหุ้นหลายประเทศ
" จะจบรอบลงหรือยัง เป็นคำถามที่ถามง่าย แต่ตอบยาก เพราะไม่มีใครบอกได้ว่าจะขายอีกเท่าไหร่ จะจบลงเท่าไหร่ ต่างชาติไม่บอกเราอยู่แล้ว แต่ถ้าดูจากสถิติของปีก่อนที่เขาซื้อสุทธิ 7.6 หมื่นล้านบาท มาปีนี้ล่าสุดขายสุทธิเกือบ 5 หมื่นล้านบาท แสดงว่ายังมีรูมที่ต่างชาติจะขายอีกได้ไม่มากแล้ว คือประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ส่วนขายเท่าไหร่ เขามีโพสิชั่นของเขาอยู่ เช่น จะเมนเทนหุ้นไทยกี่เปอร์เซ็นต์ เป็นต้น" นายปริญทร์ กล่าว
***ทยอยสะสมบริเวณ 1,420-1,430 จุด
นายปริญทร์ กล่าวต่อว่า ประเมินว่า ในช่วงนี้หรือการเคลื่อนไหวของดัชนีฯ ที่บริเวณ 1420-1430 จุด ความเสี่ยงค่อนข้างต่ำแล้ว และไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าจะปรับลดลงไปจุดต่ำสุดที่เท่าใด ดังนั้น จังหวะนี้ ก็ควรจะทยอยซื้อสะสมไว้ เพราะประเมินว่า โอกาสที่จะลงอีกไปจากนี้อาจมีน้อยลง เพราะที่ผ่านมาต่างชาติขายมากแล้ว นอกเสียจากว่า มีประเด็นลบใหม่ๆ ที่เข้ามากระทบอีก ดัชนีฯ ก็อาจจะปรับลดลงไปได้อีกเช่นกัน
กลยุทธ์การลงทุน แนะนำว่า ควรจะรอดูทิศทางตลาดก่อน ค่อยหาจังหวะเข้าไปอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งบริเวณ 1420-1430 จุด ความเสี่ยงค่อนข้างต่ำแล้ว นักลงทุนสามารถทยอยซื้อสะสมได้
" บริเวณ 1,420-1,430 จุด ความเสี่ยงต่ำ แต่ไม่ได้หมายความว่ามันจะไม่ลงต่ออีก แต่ความเสี่ยงที่ดัชนีฯ จะปรับลดลงมากๆ อาจมีน้อยแล้ว" นายปริญทร์ กล่าว
*** ลุ้นแรงซื้อต่างชาติพลิกกลับในครึ่งปีหลัง
นายอรรถพร อารยะสันติภาพ ผู้ อำนวยการอาวุโส บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) เปิดเผยกับ eFinanceThai.com ว่า จากกรณีแรงขายของนักลงทุนต่างชาติในช่วงที่ผ่านมาส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงอยางต่อเนื่อง ซึ่งจากสถิติต้นปีจนถึงปัจจุบัน ต่างชาติขายสุทธิประมาณ 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เมื่อเทียบกับในช่วงไตรมาส 1/56 นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิราว 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ
ดังนั้น จึงพบว่ายอดขายสุทธิของนักลงทุนต่างชาติ ณ ปัจจุบัน สูงกว่ายอดซื้อสุทธิในรอบไตรมาส 1/56 ราว 500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทำให้พบว่าเป็นการนำยอดซื้อสุทธิในช่วงปี 2555 มาขายแล้ว โดยในปี 2555 นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยราว 2 พันล้านเหรียญฯ
อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นคาดว่าตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสที่จะปรับตัวลงต่อแต่คงไม่มากนัก เพราะยอดซื้อสุทธิในปี 2555 เหลืออยู่ไม่มากแล้ว และก็เชื่อว่านักลงทุนต่างชาติจะไม่นำยอดซื้อสุทธิในปี 2554 มาขายด้วย
*** บล.ยูโอบี เคย์เฮียน คาดจุดต่ำสุดอยู่ที่ 1,400-1,420 จุด
นายอรรถพร กล่าวว่า ในช่วงนี้คาดว่าดัชนีฯที่ 1,400-1,420 จุดน่าจะเป็นจุดที่ต่ำสุดของตลาดฯ แล้วโดยปัจจัยลบที่มีผลกับตลาดฯ มี 2 เหตุผลหลัก ได้แก่ 1. ตัวเลขภาคการส่งออกของประเทศไม่ดีเท่าที่ควร และยังมีการประกาศตัวเลขออกมาผิดส่งผลให้กระทบกับความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติเป็นอย่างมาก และ2.มาจากกรณีที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ S&P ได้ปรับเพิ่มมุมมองภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐฯดีขึ้น ทำให้อาจจะลดมาตรการ QE
อย่างไรก็ดี แม้ว่าในช่วงนี้ตลาดฯ จะอยู่ในบรรยากาศที่ไม่ค่อยดีนัก แต่มองว่าในระยะต่อไปยังมีโอกาสจะฟื้นตัวได้เนื่องจากการขายข้าวของประเทศดีขึ้นจากการบริโภคที่เพิ่มขึ้นของประเทศจีน และผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดฯยังเติบโตได้เฉลี่ย 20% เมื่อเทียบกับปีก่อน
ดังนั้น เชื่อว่าหากนักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับมามองเห็นคุณค่าและมูลค่าที่แท้จริงของตลาดหุ้นไทยก็น่าจะกลับเข้ามาซื้อในรอบต่อไป โดยเฉพาะหากดัชนีอยู่ที่ระดับ 1,400 จุดจะมีพีอีอยู่ที่ 12 เท่าก็ถือว่าเป็นระดับที่ถูกและน่าสนใจเข้าลงทุนเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆในภูมิภาค โดยตลาดหุ้นอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ก็ได้ปรับตัวลดลงพร้อมกับตลาดหุ้นไทย แต่โดยปกติแล้วพีอีโดยเฉลี่ยของตลาดในภูมิภาคอยู่ที่ 15 เท่า
" ภาพรวมของเงินบาทมีสัญญาณอ่อนค่า ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลของนักลงทุนต่างชาติที่จะขายหุ้นออกไปก่อน แต่ครึ่งปีหลังคาดว่าจะกลับเข้ามาใหม่อีกรอบจนทำให้เงินบาทมีสัญญาณแข็งค่าอีกครั้งซึ่งจนมีผลดีกับหุ้นที่มีพื้นฐานดีหรือหุ้นโกรทสต็อก" นายอรรถพร กล่าว
ทั้งนี้ แนะนำนักลงทุนพิจารณาถือหุ้นที่มีความปลอดภัยในช่วงตลาดฯปรับตัวลงผันผวน โดยเน้นที่มีพื้นฐานดีปันผลเฉลี่ย 4-5%มีโมเดลธุรกิจที่มีเสถียรภาพ อาทิ KTB TICON ADVANC และ MCOT พร้อม ทั้งยังคงเป้าดัชนีฯ ปีนี้ไว้ที่ 1,765 จุดซึ่งยังไม่ได้มีนโยบายจะปรับเปลี่ยนเป้าหมายดัชนีฯแต่อย่างใด
*** แนะหลีกเลี่ยงกลุ่มแบงก์ -ไอซีที
บทวิเคราะห์ บล.ฟินันเซียไซรัส ระบุว่า ยังไม่มีสัญญาณต่างชาติหยุดขาย อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรสหรัฐและญี่ปุ่นที่ยังเพิ่มสูงขึ้น (ของญี่ปุ่นยังอยู่ที่ 0.866% ของสหรัฐอยู่ที่ 2.2% เพิ่มขึ้นจาก 1.6% ต้นเดือน พ.ค.) บวกกับความผันผวนในตลาดเงิน (ค่าเงินเอเชียอ่อนค่าต่อเนื่อง) สะท้อนเม็ดเงินยังคงไหลออกจากเอเชีย หุ้นขนาดใหญ่ยังอยู่ในเกณฑ์เสี่ยงแม้ว่า valuation จะถูกก็ตาม
หุ้นที่ต่างชาติสะสมมากสุดตั้งแต่สิ้นปีก่อนจนถึงต้นปีนี้ได้แก่กลุ่มแบงก์และ ICT สองกลุ่มนี้จึงยังมีความเสี่ยง ขณะเดียวกันหุ้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี รวมถึง Soft commodity ก็เผชิญความเสี่ยงจากเศรษฐกิจจีนที่ชะลอกว่าคาด ระยะสั้นนักลงทุนยังอาจต้องหลีกเลี่ยงหุ้นเหล่านี้
*** ก.ล.ต.มั่นใจต่างชาติขนเงินกลับซื้อหุ้นไทย
นายวรพล โสคติยานุรักษ์ เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวลดลงอย่างหนักในช่วงนี้เป็นการขายทำกำไรตามปกติของนักลงทุนต่างชาติ ขณะที่มีเงินทุนจำนวนหนึ่งไหลออกเพื่อกลับเข้าไปสู่ประเทศสหรัฐฯ หลัง S&P ได้ปรับเพิ่มมุมมองเศรษฐกิจสหรัฐฯให้กลับมาสู่ระดับมีเสถียรภาพ ทั้งนี้นักลงทุนไม่ควรตื่นตระหนัก เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานของบริษัทจดทะเบียนไทยยังถือว่าแข็งแกร่ง พร้อมกันนี้เชื่อว่าเงินลงทุนจากต่างชาติจะไหลกลับเข้ามาในเอเชียอีก เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจในภูมิภาคยังเติบโตได้ดี
*** ผู้จัดการกองทุน แนะฉวยจังหวะเข้าซื้อกองทุน RMF-LTF
นายสมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนทหารไทย (บลจ.ทหารไทย) ในฐานะนายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน เปิดเผยกับ eFinanceThai.com ว่า แม้ว่าในขณะนี้ตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวลดลงแรงและผันผวน แต่นักลงทุนที่ซื้อกองทุนรวมก็ไม่ได้ตื่นตกใจและเทขายหน่วยลงทุน ในทางกลับกันมียอดซื้อกองทุน RMF และ LTF เข้ามาจำนวนมากเพราะเชื่อว่าได้ในระดับราคาที่ถูก
โดยในเบื้องต้นเห็นว่านักลงทุนที่ลงทุนใน RMF และLTF ยังทยอยเข้าซื้อหน่วยลงทุนได้ในช่วงนี้เพราะมองว่าเป็นระดับราคาที่เหมาะสม แต่นักลงทุนต้องเป็นมองว่าเป็นการลงทุนระยะยาวที่มีอายุเฉลี่ย 5 ปีขึ้นไป โดยปัจจุบันมูลค่าของอุตสาหกรรมกองทุนรวมอยู่ที่ 2.9 ล้านล้านบาท
อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย โดยปัจจัยหลักขึ้นอยู่กับพื้นฐานและกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายที่ไหลเข้าและออก โดยขณะนี้เชื่อว่าเป็นการปรับพอร์ตการลงทุน และคาดว่าจะย้ายไปลงทุนในสินทรัพย์ของสหรัฐฯ และญี่ปุ่นมากขึ้นจากมุมมองว่าเศรษฐกิจเริ่มมีทิศทางการฟื้นตัวจนทำให้ตลาดหุ้นไทยเกิดความผันผวน แต่มุมมองตลาดหุ้นไทยระยะยาวยังมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้น ดังนั้น นักลงทุนต้องมีการวางกลยุทธ์อย่างชัดเจนและกระจายความเสี่ยงการลงทุนถือเป็นสิ่งที่สำคัญ ซึ่งหากนักลงทุนมีความต้องการจะลงทุนในตลาดหุ้น จำเป็นต้องใช้เงินเย็นเข้ามาลงทุนเพื่อรองรับกับความผันผวนได้ในระยะเวลา 3-4 ปี
|