May 30, 2026   11:00:21 PM ICT
บล.กิมเอ็ง : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 17/11/47
การทำกำไรในหุ้นธนาคารมี SCB -0.75 บาท KBANK -1.5 บาท KTB - .10 บาท SCIB/SCIB-C1 -1.2 บาท/-0.44 บาท โดยหุ้นที่แข็งแรงเช่นBBL/BBL-F ปิดไม่ลดลง การ ลดลงของตลาดโดนดึงด้วยหุ้นพลังงาน และ เคมีภัณฑ์ เช่น กลุ่ม PTT- PTT/PTTEP/TOP, SCC/TOC/ATC และ BANPU ซึ่งกลุ่มสื่อสารก็ไม่ได้มีผลงานโดดเด่นแม้มีเรื่อง กทช. เข้ามาก็ตาม โดยแนวตลาดก็ไม่ได้เบี่ยงเบนกลยุทธหลักของเราที่ได้มุ่งเน้นหุ้นที่มีน้ำหนัก ในการฟื้นตัว/เติบโต มากกว่ามั่นคง และ ที่ได้อ้างอิงกับราคาโภคภัณฑ์ที่ได้ต่อเนื่องมานานแล้ว แม้มีแรงขายทำกำไรเราก็เห็นว่าหุ้นกลุ่มที่แนะนำจะมีผลงานดีต่อไป ปัจจัยที่เป็นบวกปัจจัยที่เป็นลบ ราคาน้ำมันลดลงต่อเนื่องปัญหาไฟใต้ ค่าเงินบาท/ดอกเบี้ยมีเสถียรภาพดอกเบี้ยโลกสูงขึ้น กำไรบริษัท และ แนวโน้มดีขึ้นผลของการลดการสนับสนุนดีเซล ระบบเศรษฐกิจมีความมั่นคง หุ้นธนาคาร มีการซื้อขายมากในธนาคารใหญ่ 4 แห่ง BBL, KBANK, SCB, KTB และ มีแรงเก็งกำไรที่ SCIB/SCIB-C1 เป็นพิเศษ โดยเหตุผลของผลบวกจากการฟื้นตัวของ ธุรกิจในโอกาสที่น้ำมัน และ สินค้าโภคภัณฑ์ลดลงมีสูง ธนาคารไทยส่วนใหญ่มีความสามารถทำ กำไรดี (งบไตรมาส 3/47 ดี) คุณภาพสินทรัพย์ดี สำรองสูงพอต่อการจัดชั้นหนี้เสียใหม่ให้แข็งแรง ขึ้น ทำให้มีผลงานดี หุ้นเดินเรือได้ปะทะแรงขายเมื่อวานก่อน แต่เราก็เห็นว่าไม่อันตรายเนื่องจากำไร การเติบโต และ กระแสเงินสดดี ITD ก็เป็นหุ้นที่ดีเนื่องจากสมรภาพธุรกิจ การเติบโตทั้งในประเทศ/อินเดียดี และ การเพิ่มอัตรากำไรจากการเข้าผลิตวัสดุเองทำให้มีแนวโน้มดี โดยหุ้นพลังงาน และ ปิโตรเคมีก็ถูกลงเรื่อย ๆ จากการลดลงของน้ำมัน และ โภคภัณฑ์

ทั้งนี้หุ้นกลุ่มพลังงาน กลุ่ม PTT, BANPU และ เคมี ชั้นนำ SCC, TOC, NPC, TPC ก็เป็นหุ้นดี แต่ในระยะสั้นผลงานอาจจะถูกจำกัดโดยโอกาสลดลงของราคาน้ำมัน และ โภคภัณฑ์ในตอนนี้ อย่างไรก็ดี ในระยะกลางจะเป็นประโยชน์ เนื่องจากแนวโน้มเช่นนี้จะทำให้ เศรษฐกิจดีขึ้นซึ่งน่าจะดันอุปสงค์โลกให้ดีได้นานและต่อเนื่องกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หุ้น PTT มีผลบวกต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจมากเนื่องจากกว่า 80% ของกำไรมาจากก๊าซที่จะมีการใช้มาก หากเศรษฐกิจดี เช่นไฟฟ้า อุตสาหกรรม และ หุงต้ม ซึ่งราคาก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงเหวี่ยงไหวมาก เหมือนน้ำมันจึงน่าจะเป็นการทยอยสะสมที่ดี

การเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมัน และ การซื้อ/ขายสุทธิของนักลงทุนต่างประเทศ

โดยราคาน้ำมันในตลาดนิวยอรค์ทีมีแนวโน้มขาลงก็จะเป็นประโยชน์ต่อตลาดรวม เนื่องจากตลาดไทยไม่ได้รับอานิสงค์ส่วนนี้ใน 1 เดือนที่ผ่านมาเนื่องจากปัญหาไฟใต้เป็นหลัก ที่จริงแล้ว ประเทศไทยมีผลบวกต่อราคาน้ำมันสูงเพราะมีภาระพึ่งพาสูง นักลงทุนต่างชาติที่ซื้อ เข้ามาราว5.6 พันล้านก็ได้สะท้อนผลดีตรงนี้อยู่มาก ค่าเงินบาทยังมีความยึดหยุ่นมากแม้แนวโน้มดอกเบี้ยสหรัฐมีโอกาสขึ้นต่อเนื่อง

ตัวเลขดัชนีราคาผู้ผลิตอเมริกันออกมาสูงถึง 1.7% ซึ่งสูงมากในรอบ 15 ปี โดยมีผล ของราคาน้ำมัน และ ราคาอาหารแพงในช่วงพายุเมื่อเดือนตุลาคม อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์ได้ มองว่า 1) เศรษฐกิจสหรัฐแข็งแรงพอที่จะรองรับการขึ้นราคาจากโรงงานได้โดยรวม 2) การ ลดลงของราคาน้ำมัน และ เหตุการณ์ปกติในด้านอาหารจะยิ่งเร่งการใช้จ่าย โดยมีแนวโน้มให้ ภาวะเงินเฟ้อมากขึ้นได้ในเวลาต่อไป ตลาดสหรัฐจึงตอบรับในทางลบก็จริง แต่ตลาดได้ขึ้นมา แล้วในรอบ 3 สัปดาห์หลังเลือกตั้ง โดยในระยะกลางตลาดน่าจะมองการเติบโตควบคู่กันไปด้วย ตัวเลขดัชนีราคาผู้ผลิตของสหรัฐรายเดือน

ด้านเสถียรภาพดอกเบี้ยภายใน และ ค่าเงินบาทเราก็ยังเห็นว่ายังดี ระบบเศรษฐกิจไทย ยังมีความยึดหยุ่นสูง โดยดุลทั้ง 3 ดุลในเกณฑ์ดีคือ คือ ดุลการค้าขาดดุลเล็กน้อย 133 ล้าน US$ รอบ 9 เดือน ดุลชำระเงินเกินดุล 2.29 พันล้าน US$ ช่วงเดียวกัน และ ดุลงบประมาณ เกินดุลราว 120,000 ล้านบาท มีหนี้นอกต่ำ 49.8 พันล้าน US$ 36% ของรายได้ประชาชาติ และ สภาพคล่องภายในราว 8-9 แสนล้านบาททางด้านการเงินประเทศไทยค่อนข้างได้เปรียบ คือ ค่าเงินแข็งก็ไม่เสียเปรียบนัก เนื่องจากไทยต้องการนำเข้าสินค้าทุนเพื่อเพิ่มกำลัง การผลิต และ พลังงานที่พึ่งตนเองไม่ได้ การนำเข้าพลังงาน (เกือบ 1 ใน 3 ของการนำเข้า) ค่าเงินอ่อนลงก็เป็นประโยชน์ต่อการส่งออก และ การท่องเที่ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเศรษฐกิจสหรัฐเติบโต แม้ดอกเบี้ยจะขึ้น โดยค่าเงินที่มีเสถียรภาพก็เป็นประโยชน์ในทางการลงทุนคือการสินทรัพย์ที่เป็นเงิน บาทก็จะมีความเสี่ยงน้อยลง หากดอกเบี้ยภายในขึ้นจากการเติบโตสินเชื่อจะเป็นบวกต่อเศรษฐกิจมากเนื่องจาก น้ำหนักจะไปอยู่ที่การขยายตัว หากแรงดึงจากดอกเบี้ยนอกจะทำให้ดอกเบี้ยในเพิ่มขึ้นก็เป็นความเสี่ยง แต่ธนาคาร ก็ได้สร้างมาตรการรองรับมากว่า 1 ปีแล้ว ธุรกิจเองก็มีความแข็งแกร่งพอที่จะรับแรงนี้ได้เช่นกัน
เข้าชม: 1,255

 
 

Copy Right © 2009-2012 © Thaihoon.Com