| 8 เซียนเปิดมุมมองในงาน สัมมนาประจำปีของอีไฟแนนซ์ไทย หัวข้อ เศรษฐกิจ ไทยกับตลาดหุ้นยุคทักษิณ 2 พร้อมค้นหาหุ้นเด็ด ก่อน-หลังเลือกตั้ง ระบุปี 48 มีหลาย ปัจจัยรุมกระหน่ำ แต่เชื่อเศรษฐกิจของไทยยังเติบโตต่อเนื่อง พร้อมฟันธงหุ้นวิ่งก่อน เลือกตั้ง แนะหุ้นเด็ดต้องกลุ่มธนาคาร BBL KBANK BAY-W1 วัสดุก่อสร้าง DCC MS รับเหมาก่อสร้าง CK ITD พลังงาน AI PTT ปิโตรเคมี ATC TOC สื่อสาร ADVANC UCOM TT&T และเดินเรือ RCL PSL TTA นายสมบัติ นราวุฒิชัย รองกรรมการผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.กรุงศรีอยุธยา เปิดเผยในการ สัมมนาเรื่องเศรษฐกิจไทยกับตลาดหุ้นในยุคทักษิณ 2 ว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยและตลาดหุ้นนับ จากนี้ไปจนถึงปีหน้ายังจะต้อง เผชิญกับปัจจัยลบ 3 ปัจจัยหลัก คือ การก่อการร้ายทั่วโลก ซึ่งจาก การที่ นายจอร์ช ดับเบิลยู บุช ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีต่อเป็นสมัยที่ 2 ของประเทศสหรัฐ อเมริกานั้นจะต้องเดินหน้าต่อต้านการก่อการร้ายอย่างแน่นอน ส่วนแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยโลกที่ จะปรับตัวสูงขึ้นอีก ซึ่งคาดว่าอัตราดอกเบี้ยโลกในปีหน้าจะปรับขึ้นอีก 1 % อย่างไรก็ตามเชื่อว่า ตลาดทุนทั่วโลกได้มีการขานรับกับข่าวแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยแล้ว
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาภายในประเทศในเรื่องเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชาย แดนภาคใต้นั้น ยังคงเป็นปัญหาที่ยากต่อการแก้ไข เมื่อมีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นก็จะสะท้อน อย่างรวดเร็วกับภาวะตลาดหุ้นไทย แต่เชื่อว่าความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 หรือ 3 จะส่งผล กระทบต่อตลาดหุ้นน้อยลงด้วย ส่วนเรื่องไข้หวัดนกที่เกิดขึ้นในประเทศไทยก็ถือว่าเป็นปัจจัยลบ ส่วนหนึ่งด้วย โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาวโอกาสที่โรคไข้หวัดนกจะกลับมาระบาดอีกครั้งได้
สำหรับปัจจัยราคาน้ำมันถือว่าเป็นทั้งปัจจัยบวกและปัจจัยลบ ซึ่งภาวะราคาน้ำมันใน ตลาดโลกไม่ได้สะท้อนมาจากการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกเท่านั้น แต่ราคาน้ำมันยังมีความ ผันผวนจากความวิตกกับภัยการก่อการร้าย โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกากับประเทศในตะวันออก กลาง รวมถึงการเก็งกำไรของกลุ่มเฮดฟันด์ด้วย ทั้งนี้เชื่อว่าหลังฤดูหนาวราคาน้ำมันจะปรับตัวลด ลงได้ ส่วนกรณีที่รัฐบาลจะประกาศลอยตัวราคาน้ำมันดีเซลในช่วงต้นปีหน้านั้นเชื่อว่าจะส่งผล กระทบต่อตลาดหุ้นในช่วงที่มีการประกาศลอยตัวเท่านั้น
ช่วงรอยต่อสิ้นปีตลาดหุ้นไทยมีโอกาสปรับตัวดีขึ้นอีกครั้ง และเศรษฐกิจไทยปีหน้าน่าจะ ไปได้ดีอยู่ แม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะเผชิญกับปัจจัยลบหลายประการ แต่เชื่อว่าจีดีพีจะขยายตัวได้ใน ระดับ 6 % ส่วนกำลังซื้อของผู้บริโภคยังขยายตัวดีอยู่ อัตราการว่างงานลดลง ส่วนของข้าราชการ รัฐบาลก็มีการเสริมสร้างรายได้มากขึ้น และการออกมาตรการทางภาษีเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้ น้อย ก็จะส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคเพิ่มขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น และ ในปีต่อ ๆ ไป จนกระทั่งแผนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของรัฐหรือ เมกกะ โปรเจกต์
เขากล่าวว่า การเลือกตั้งรัฐบาลในช่วงต้นปีหน้านั้นจะมีผลดีทั้งทางตรงและทางอ้อม โดย ทางตรงจะทำให้เกิดกิจกรรมในการกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น เช่นการทำโฆษณาหาเสียง กิจกรรมเดินสายพบปะประชาชน ส่วนโดยทางอ้อมจะทำให้มีเม็ดเงินสะพัดในระบบมากขึ้น เนื่อง จากการเลือกตั้งรัฐบาลชุดใหม่ครั้งนี้ถือเป็นศึกครั้งใหญ่อีกครั้งของฝ่ายรัฐบาลปัจจุบันที่จะต้องชิง เก้าอี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.)ให้ได้ตามเป้า ซึ่งช่วงก่อนการเลือกตั้งประมาณ 1 เดือน 3 เดือน ดัชนีตลาดจะมีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างแน่นอนและหลังจากการเลือกตั้งดัชนีตลาดอาจจะปรับ ตัวลงบ้างเล็กน้อย
จากการรวบรวมสถิติที่ผ่านมานั้น จะเห็นว่าช่วงก่อนการเลือกตั้งหุ้นดีดตัวขึ้นอย่างแน่ นอน ถ้านับก่อนเลือกตั้ง 3 เดือนก็คือช่วงเดือนพฤศจิกายน 47 ซึ่งหุ้นจะขึ้นประมาณ 3 % แต่ถ้า ก่อน 1 เดือนก็คือเดือนมกราคม 48 ดัชนีตลาดจะปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 7-8 % ส่วนหลังเลือกตั้ง หุ้นอาจจะหย่อนลงได้ แต่ในขณะเดียวกัน January effect ก็จะส่งผลบวกต่อตลาดอยู่แล้ว
สำหรับ ตลาดหุ้นในสัปดาห์นี้ เชื่อว่าดัชนีตลาดจะปรับตัวขึ้นมาอีกครั้ง โดยหุ้นกลุ่มที่น่าเข้า ไปลงทุนในสัปดาห์หน้า คือหุ้นในกลุ่มธนาคาร เช่น BBL, SCB รวมทั้งหุ้นในกลุ่มพลังงานอย่าง TOP PTT โดยมองว่าดัชนีตลาด ณ ระดับ 620 - 625 จุด ถือเป็นช่วงที่นักลงทุนควรน่าจะเข้าไป ลงทุน โดยสิ้นปีคาดว่าน่าจะได้เห็นค่าพีอีของตลาดจะอยู่ที่ระดับ 10 เท่า โดยดัชนีตลาดในปลายปี นี้คาดว่าจะอยู่ที่ 709 จุด ในขณะเดียวกันดัชนีตลาดในระดับ 730-740 จุดก็มีโอกาสที่จะได้เห็น ในปีนี้เช่นเดียวกัน แต่ในกรณีที่ดีที่สุดตัวเลขดัชนีตลาดน่าจะปรับตัวขึ้นสูงถึง 780 จุดได้ สำหรับ ในปีหน้าดัชนีตลาดคาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 762 จุด และอาจจะปรับตัวขึ้นไปสูงถึง 838 จุดได้ โดยค่า พีอีอยู่ที่ระดับ 11 เท่า
นายสุเมฆ จันทราสุริยารัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานค้าหลักทรัพย์สถาบันและ งานวิจัย บล.บัวหลวง ให้ความเห็นว่า เศรษฐกิจไทยในปีหน้าโดยภาพรวมยังน่าจะเป็นบวก แต่ อาจจะมีปัจจัยลบมากระทบมากกว่าในปีนี้ ดังนั้นการลงทุนในตลาดหุ้นจะต้องมีความระมัดระวัง มากขึ้นกว่าเดิม
ทั้งนี้ มองแนวโน้มผลประกอบการในปีหน้าของภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง ไม่รวมกลุ่มการ เงิน จะโตอยู่ที่ประมาณ 11 % ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่ต่ำกว่าปีนี้ที่โตอยู่ประมาณ 20 % ในขณะที่จีดี พีของประเทศขยายตัวอยู่ที่ 5-6 % อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 3 %
สำหรับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยโลกในปีหน้าที่คาดว่าจะปรับขึ้นประมาณ 1 % นั้นจะส่งผล กระทบต่อประมาณการกำไรอยู่ 2 % กว่า ส่วนผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (ROE) จะลดลงไปอยู่ที่ ประมาณ 19.8 % ในขณะที่ปีนี้อยู่ที่ 20.3 % ทั้งนี้มองว่าในสิ้นปีนี้ค่าพีอีเท่ากับ 12-13 เท่า ดัชนีตลาดอยู่ 700 จุด ส่วนปีหน้าเนื่องจากมีปัจจัย เสี่ยงค่อนข้างมากจึงส่งผลให้ค่าพีอีน่าจะต่ำกว่าปีนี้ ดังนั้นการลงทุนในปีหน้าจะต้องระมัดระวัง โดยค่าพีอีในปีหน้าอยู่ที่ระดับ 11-12 เท่าถือว่าเป็นระดับที่มีความสมเหตุสมผลและมีเหตุผล อัตราการขยายตัวของตลาดอยู่ที่ 20 % ดัชนีตลาดอยู่ที่ 765 - 800 จุดต้น ๆ
ปีหน้าเศรษฐกิจของประเทศมีแนวโน้มชะลอตัวลงตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง ปริมาณการส่งออกยังคงขยายตัวอยู่ที่ 6-10 % การใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 60-70 % ในขณะที่ ภาคการลงทุนยังคงมีการลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องแต่เชื่อว่าไม่น่าจะเกิดปัจจัยลบร้ายแรงจนทำ ให้จีดีพีปรับตัวลดลงไปถึง 3%อย่างแน่นอนอย่างไรก็ตามในระยะสั้นชัดเจนอยู่แล้วว่าการเลือกตั้ง รัฐบาลชุดหน้าในช่วง 1-2 เดือนก่อนการเลือกตั้งรวมทั้ง January effect จะทำให้ตลาดมีแนว โน้มให้ผลตอบแทนเป็นบวกมาก
ทั้งนี้มองว่าดัชนีตลาดที่ระดับบวกลบ 620 จุดเป็นช่วงที่หุ้นหลายตัวมีการซื้อขายค่อนข้าง ถูกและการลงทุนจะรวมถึงจะมีผลตอบแทนที่ดี สำหรับหุ้นกลุ่มที่น่าลงทุนในช่วง 3-6 เดือนข้าง หน้าจะเป็นหุ้นกลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์จากโครงการของรัฐและกลุ่มที่ไม่ได้รับผลกระทบจากการ ที่ภาวะเศรษฐกิจจะชะลอในปีหน้ารวมถึงหุ้นในกลุ่มที่มีความสามารถในการผลักภาระต้นทุนไป ให้กับผู้บริโภคและเป็นอุตสาหกรรมที่มีผู้ประกอบการไม่มาก นั่นคือ หุ้นการก่อสร้าง เช่น BECL ประกอบกับในระยะสั้นนี้ความชัดเจนของรัฐในการก่อสร้างระบบขนส่งมวลชน เส้นทางรถไฟใต้ ดินจากมักกะสัน - สนามบินสุวรรณภูมิ น่าจะเริ่มหาบริหารรับเหมาสัมปทาน CK กับ ITD ก็น่าที่ จะมีสิทธิได้รับสัมปทานในส่วนนี้ รวมถึงหุ้นกลุ่มพลังงานก็มีความน่าสนใจ และนอกจากนี้ยังมีหุ้น ในกลุ่มโรงพยาบาลถือว่ามีความน่าสนใจเช่นเดียวกัน เนื่องจากสามารถจากผลักภาระต้นทุนและ มีการแข่งขันไม่สูง เช่น โรงพยาบาลบำรุงราษฏ์
นายวรุตม์ ศิวะศริยานนท์ ผู้อำนวยการอาวุโส บล.โกลเบล็ก จำกัด(มหาชน) กล่าว ถึงภาวะ ตลาดหุ้นไทยในสิ้นปีนี้ว่า ยังเป็นทิศทางปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ โดยดัชนีหุ้นในสิ้นปีหน้าจะอยู่ที่ ประมาณ 700 -800 จุด ซึ่งสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจของไทยที่ยังขยายตัวได้ แม้ว่าทางการ จะปรับประมาณการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจในปีนี้ลง แต่อัตรา5-6% ก็ถือว่าเป็นอัตราที่เติบ โตได้ดี
เขากล่าวว่า สำหรับดัชนีหุ้นไทยในปีหน้าก็ยังน่าจะอยู่ที่ระดับ 1,000 จุด แม้ว่าในปีหน้าไทย จะต้องมีการเลือกตั้งรัฐบาลใหม่ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่ปรับเพิ่มขึ้น และราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับ ที่สูงแต่อาจจะปรับตัวลดลงจากระดับปัจจุบันบ้าง
สำหรับการเลือกตั้งในปีหน้านายวรุตม์เชื่อว่าพรรคไทยรักไทยจะได้รับเลือกอีกครั้ง แต่การ กลับมาทำงานในครั้งนี้จะมีปัญหาในการบริหารงานมากขึ้น ปัญหาในประเทศได้แก่ สมาชิกใน พรรคจะมีการต่อรองทางการเมืองมากขึ้น ทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่เป็นขาขึ้น การแก้ปัญหาการ ก่อการร้ายในภาคใต้ ส่วนปัจจัยนอกประเทศได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจของจีนแม้จะชะลอตัวลงแต่ก็ ยังมีการเติบโตที่ดี โดยเฉพาะในกลุ่มก่อสร้าง เพราะจีนจะต้องเป็นเจ้าภาพในกีฬาโอลิมปิก ราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้น แต่เชื่อว่าในระยะ 9-12 เดือนราคำน้ำมันน่าจะปรับตัวลดลง เนื่องจาก การหาแหล่งน้ำมันใหม่มาเสริมเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมัน
อย่างไรก็ตามนายวรุตม์ได้กล่าวถึงการลงทุนในตลาดหุ้นปีหน้าว่า เป็นปีที่จะต้องมีการระมัด ระวังมากขึ้น แม้ว่าทิศทางตลาดหุ้นไทยจะยังเป็นขาขึ้นแต่ก็มีปัจจัยเสี่ยงที่อาจจะมากระทบได้ มาก เช่นปัญหาในอิรัก ราคาน้ำมันที่เพิ่ม การเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐ และปัญหาภาคใต้ที่อาจ จะลามมาถึงกรุงเทพฯ
ด้านนายสุชีล นารูลา ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ไทยพาณิชย์จำกัด กล่าวว่า ทิศ ทางตลาดหุ้นไทยในปีนี้น่าจะอยู่ได้ที่ระดับ 670 จุด และจากสถิติที่ผ่านมาเกี่ยวกับการปรับตัวของ ตลาดหุ้นกับการเลือกตั้งรัฐบาลจะพบว่า ก่อนการเลือกตั้งประมาณ 3 เดือนตลาดหุ้นจะปรับเพิ่ม ขึ้น 10% ดังนั้นในระยะสั้นตลาดหุ้นไทยยังถือว่าเป็นระยะที่เข้าลงทุนได้
แต่ในระยะยาวหลังการเลือกตั้งตั้งแต่เดือน มี.ค - เม.ย.เป็นต้นไปถือว่าเศรษฐกิจน่าเป็น ห่วง โดยเฉพาะ เมื่อรัฐบาลประกาศปรับลอยตัวน้ำมันดีเซลก็จะมีผลทำให้เงินเฟ้อปรับเพิ่มขึ้น และเมื่อเงินเฟ้อปรับเพิ่มก็จะทำให้ส่วนต่างด้านกำไรของผลิตสินค้าลดลง เนื่องจากไม่สามารถ ผลักภาระไปให้ผู้บริโภคได้มาก ซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนในช่วงผลประกอบการไตรมาสที่ 4 และต้นปี หน้าเป็นต้นไป
การลอยตัวดีเซลของรัฐบาลน่าจะใช้วิธีการปรับฐานการเก็บภาษีเพิ่ม โดยเทียบกับต่าง ประเทศที่เก็บในอัตรที่ต่ำกว่าไทยมากซึ่งดีกว่าการลอยตัวทันที่จะทำให้ผลกระทบรุนแรง นายสุชีลกล่าว
สำหรับความเสี่ยงของตลาดหุ้นไทยในปีหน้ายังมาจากเรื่องความน่าสนใจในการลงทุน ของไทยที่ปรับลดลงโดยอัตราเติบโตของกำไรต่อหุ้นเหลือเพียง 7% จากปีนี้ที่อยู่ในระดับ 30- 35% ซึ่งเมื่อเทียบกับต่างประเทศทำให้ตลาดหุ้นไทยไม่น่าสนใจที่จะเข้าลงทุน ซึ่งอัตราผลกำไร ที่ลดลงมาจากกลุ่มปิโตรเคมีที่คาดว่าจะถึงจุดสูงสุดในปี 2006 แต่การเติบโตสูงสุดอาจจะเกิด ประมาณ 6 เดือน ทำให้มีความเสี่ยงมากขึ้น
นอกจากนี้ประเทศที่เติบโตสูงมากในช่วงที่ผ่านมา เป็นผลของการเพิ่มกำลังการผลิตซึ้ง ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นจะเข้าสู่ตลาดในปี 2006 ทำให้ราคาสินค้าในตลาดโลกเพิ่มขึ้นจนต้องมีการปรับ ราคาสินค้าลงเพื่อแข่งขัน
แนะนำนักลงทุนว่า ในระยะ 2-3 เดือนข้างหน้าเป็นช่วงที่ควรจะเข้าลงทุนในตลาดหุ้น แต่ อาจจะมีข่าวไม่ดีในตลาดได้แก่ MSCI ต้องทบทวนน้ำหนักในการลงทุนหุ้นไทย และอาจมีการ ปรับลดน้ำหนักลง และเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไต้หวันแทน แต่หากเทียบกับเงินลงทุน จากต่างประเทศที่ไหลเข้ามาในตลาดหุ้นไทยหลังการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ผล กระทบไม่น่ารุนแรง
สำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นหลังการเลือกตั้งรัฐบาลใหม่ควรต้องปรับกลยุทธ์ในการลง ทุน โดยเน้นหุ้นที่เป็น Invesment หรือสื่อสาร โดยหุ้นในกลุ่มสื่อสารในปีหน้าจะต้องมีการปรับ สัมปทานใหม่ของรัฐบาล ทำให้โอกาสในการขยายฐานลูกค้าของบริษัทต่างๆมีมากขึ้น
ตลาดหุ้นไทยในปีหน้าถือว่ามีความเสี่ยงมากกว่าปีนี้ดังนั้นนักลงทุนควรเน้นหุ้นที่มีปัจจัย พื้นฐานดี ซึ่งหากการเลือกตั้งในปีหน้ารัฐบาลทักษิณมีคะแนนเสียงไม่ถึง 300 สิ่งที่ตามมาได้แก่ การแปลงสัมปทานโทรคมนาคมอาจจะเกิดช้าลงไปเป็นช่วงไตรมาสที่3 จากเดิมที่คาดไตรมาสที่ 2 แต่การลงทุนในสาธารณูปโภคยังคงต้องเกิดขึ้นเพราะได้วางกรอบเรียบร้อยแล้ว นายสุชีลกล่าว
ด้าน นางสาวสิริณัฏฐา เตชะศิริวรรณ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์ บล.ไซรัส กล่าวว่า การเลือกตั้งในต้นปีหน้า คงจะไม่มีผลกระทบต่อปัจจัยพื้นฐานของบริษัทมากนัก แต่กลับเป็นผลดี ที่ส่งผลให้ดัชนีปรับตัวสูงขึ้นได้ทั้งนี้ คาดว่า SET INDEX สิ้นปี 2547 น่าจะปรับตัวมาอยู่ที่ระดับ 690 จุด โดยมี P/E อยู่ที่ 12 เท่า
ปัจจุบัน SET INDEX ถือว่าอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งปัจจัยที่สามารถส่งผลให้ ดัชนีปรับตัวสูงขึ้นได้นั้น มาจาก การเลือกตั้งครั้งใหม่ และกองทุนใหม่ที่จะเข้ามาในช่วงปลายปีนี้
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในช่วงที่ประเทศจีนปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ย เพื่อชะลอความร้อน แรงทางเศรษฐกิจ แนะนำลดการลงทุนในหุ้นกลุ่มวัสดุก่อสร้าง แต่ไม่แนะนำขาย เนื่องจากเชื่อว่า กลุ่มดังกล่าวยังมีแนวโน้มการเติบโตที่ดีอยู่ในขณะเดียวกัน หุ้นที่ควรเพิ่มน้ำหนักการลงทุนจะ เป็นหุ้นในกลุ่มสื่อสาร เนื่องจากไม่ได้รับผลกระทบมากนัก จากปัจจัยลบในเรื่องของราคาน้ำมันที่ ปรับเพิ่มขึ้น และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยหุ้นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากการเติบโตทาง เศรษฐกิจจีน จะเป็นหุ้นกลุ่มสื่อสาร, เดินเรือ ,รับเหมาก่อสร้าง ,สถาบันการเงิน,พลังงาน, ปิโต รเคมี,วัสดุก่อสร้างให้ราคาที่เหมาะสมของ UCOM อยู่ที่ 65 บาท , SHIN อยู่ที่ 50 บาท, ATC ยู่ที่ 97 บาท , TOC อยู่ที่ 93 บาท, BBL อยู่ที่ 120 บาท , KBANK อยู่ที่ 61 บาท และ ITD อยู่ ที่ 13 บาท
อย่างไรก็ดี หุ้นที่ควรหลีกเลี่ยงจะเป็นหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ จากการที่ธุรกิจมีการแข่งขัน อย่างรุนแรง ประกอบกับค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มลดลง เป็นผลให้ภาคการส่งออกไปยังต่าง ประเทศลดลง
นายสาธิต วรรณศิลปิน ผู้จัดการฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บล.พัฒนสิน เปิดเผยว่า ภาพรวมของ ตลาดหุ้นไทยในระยะยาว ถือว่าอยู่ในระดับที่ดี อีกทั้งการเมืองไม่ส่งผลกระทบต่อดัชนีมากนัก เนื่องจากผลการเลือกตั้งที่จะปรากฏออกมานั้นเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ว่า พ.ต.ท. ทักษิณ ชิน วัตร จะได้รับการเลือกตั้งอีกสมัย
อย่างไรก็ดี คาดว่าในปี 2548 ผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียน จะขยายตัวอยู่ใน ระดับ 10-12 % โดยสิ้นปีนี้ มองดัชนีระดับสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 860 จุด และดัชนีระดับต่ำสุดอยู่ที่ ประมาณ 637 จุด
มองว่า ในอีก 6-12 เดือนข้างหน้า จะเห็นการปรับประมาณลดลงของกลุ่มธุรกิจหลัก ทรัพย์ ซึ่งอาจมีการปรับลดลงประมาณ 70-80 % ในขณะเดียวกัน กลุ่มที่คาดว่าจะมีการปรับ ประมาณการเพิ่ม จะเป็นหุ้นในกลุ่มปิโตรเคมี ,พลังงาน ,เดินเรือ และกลุ่มเหล็ก นอกจากนี้ ถ้า เป็นไปตามแผนการลงทุนในปี 2548 นั้นประเทศไทยอาจต้องกู้เงินจากสถาบันต่างประเทศอีก ครั้ง นายสาธิต กล่าว
ทั้งนี้ ในช่วง 3-6 เดือนข้างหน้า แนะนำลงทุนหุ้นกลุ่มสื่อสาร , ปิโตรเคมี , พลังงาน และ เดินเรือ โดยหุ้นที่น่าลงทุน เป็นหุ้นที่แนวโน้มผลประกอบมีอัตราการเฉลี่ยเติบโตมากกว่า อัตรา เฉลี่ยการเติบโตของตลาดฯ อาทิ หุ้น TT&T ที่มีราคาเหมาะสมอยู่ที่ 11-12 บาท, MS อยู่ที่ 4.50 บาท , ATC อยู่ที่ 90-91 บาท , DCC อยู่ที่ 28.8 บาท และ AI อยู่ที่ 82 บาท
เขา ได้แนะนำนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในหุ้น IPO ว่า ควรพิจารณาถึงปัจจัยพื้นฐานของ บริษัท, ราคาหุ้นที่เหมาะสม และสัดส่วนการกระจายหุ้นให้กับ นักลงทุน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ สามารถบอกทิศทางของราคาหุ้นได้ สุดท้ายให้พิจารณาถึงจุดประสงค์ของการนำบริษัทเข้าจด ทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
นายอดิพงษ์ ภัทรวิกรม ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.ไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่าสิ้นปี นี้ บล.ไทยพาณิชย์มีการปรับลดเป้าดัชนีฯลงเหลือที่ระดับ 720 จุด จาดเดิมที่ประมาณการไว้ที่ 740 จุด ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา โดยสาเหตุที่ปรับลดเป้าดัชนีฯลง เป็นผลมาจากตลาดฯได้รับผล กระทบจากปัจจัยลบเข้ามากดดันอยู่มาก โดยเฉพาะสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ทรงตัว ในระดับสูง รวมถึงเหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่คุกรุ่นอีกครั้ง
ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ได้ตั้งเป้า SET INDEX ปีนี้ไว้ที่ระดับ 740 จุด ซึ่งหากการไฟฟ้า ฝ่ายผลิตเข้าจดทะเบียนและทำการซื้อขายในตลาดฯช่วงปีนี้ตามแผนงานที่วางไว้ เชื่อว่าจะทำให้ SET INDEX ปรับตัวเพิ่มขึ้นแตะที่ระดับ 800 จุดได้ แต่จากปัจจุบันที่ตลาดฯได้รับปัจจัยลบเข้า มากดดันตลาดฯอยู่มาก ทำให้เชื่อว่าดัชนีฯอาจเคลื่อนไหวอยู่ที่บริเวณ 720 จุดได้ในสิ้นปีนี้
ทั้งนี้ เห็นว่า SET INDEX ในช่วงต้นปี 2548 จะเคลื่อนไหวในทิศทางที่ไม่ดีนัก เนื่อง จากมองว่าอัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทจดทะเบียนจะเติบโตในอัตราที่ลดลงอย่างรุนแรง จากผล กระทบของราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น สถานการณ์ความวุ่นวายในภาคใต้ รวมถึงการชะลอความร้อน แรงของเศรษฐกิจประเทศจีน โดยหากปีหน้า รัฐบาลมีการประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลในประเทศ เชื่อว่าจะส่งผลกระทบ ต่อภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งแม้ปีนี้รัฐบาลจะพยุงราคาน้ำมันดีเซลไว้เพื่อ แก้ไขปัญหาด้านราคาน้ำมันในเบื้องต้น แต่เชื่อว่าปีหน้าอาจมีการปล่อยลอยตัวน้ำมันดีเซลใน ประเทศเพื่อให้สอดคล้องกับภาวะน้ำมันรวม โดยเชื่อว่านโยบายประชานิยมของภาครัฐบาลในปี หน้าจะลบน้อยลง หรือมีบทบาทไม่มากเท่ากับปีนี้
กลยุทธ์การลงทุนปีหน้า ให้นักลงทุนประเมินสถานการณ์ตลาดฯโดยรวมก่อนตัดสินใจเข้า ลงทุน โดยเน้นกลยุทธ์การเข้าเล่นระยะสั้นเป็นหลัก โดยเห็นว่ากลยุทธ์การลงทุนหลักในปีหน้ามี 3 วิธี ประกอบด้วย 1.การเล่นหุ้นที่เกาะตลาดฯ โดยหากตลาดฯรวมขึ้น หุ้นกลุ่มดังกล่าวก็ขึ้นด้วย ซึ่งหุ้นโดดเด่น ได้แก่ PTT 2.การเล่นหุ้นเก็งกำไร ในลักษณะโอเวอร์เพอร์ฟอร์ม โดยเฉพาะหุ้น กลุ่มธนาคาร และกลุ่มสื่อสสาร ซึ่งหุ้นโดดเด่น ได้แก่ BBL, BAY-W1 , SCB, KBANK,UCOM, TT&T 3. การเล่นหุ้นปั่น หรือหุ้นตามกระแสข่าวลือ แต่การเล่นหุ้นลักษณะ ตามข่าวลือ ไม่แนะนำมากนัก เนื่องจากจากตลาดฯยังมีความผันผวนอยู่มาก
นางสาวรัชนก ด่านดำรงรักษ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันซ่า เปิด เผยถึงหุ้นเด่นที่น่าลงทุนในปีนี้ว่า หุ้นในกลุ่มธนาคารเป็นหุ้นที่โดดเด่นและน่าลงทุนมากที่สุด โดย เฉพาะหุ้นที่มีความเสี่ยงในเรื่องหนี้เสียน้อย และมีศักยภาพในการควบคุมสินเชื่อ แนะนำหุ้น KBANK ราคาเป้าหมาย 68 บาท, BBL ราคาเป้าหมาย 120 บาท และ SCB ราคาเป้าหมาย 62 บาท
นอกจากนี้หุ้นในกลุ่มที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องกับประเทศจีนมีการเติบโตอยู่มาก โดย เฉพาะหุ้นในกลุ่มเดินเรือ และวัสดุก่อสร้าง โดยหุ้นที่โดดเด่นเป็นหุ้น MS เนื่องจากได้รับผลดี จากราคาเหล็กในตลาดโลกที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงได้รับประโยชน์ต่อความต้องการที่ขยายตัว ของประเทศจีนและอินเดีย โดยประเมินราคาเหมาะสมของ MS อยู่ที่ 6 บาท
โดยในกลุ่มเดินเรือ แนะนำ TTA ประเมินราคาเหมาะสมที่ 55 บาท ซึ่งแม้ที่ผ่านมาหุ้นตัว ดังกล่าวจะได้รับกระทบจากการชะลอการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศจีน แต่ยังเชื่อว่าราคา หุ้นจะปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องได้จากพื้นฐานที่แข็งแกร่ง โดยคาดทั้งปี TTA จะจ่ายเงินปัน ผล 3.50 บาท
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในช่วงปี 2548 แนะนำนักลงทุนให้ประเมินสถานการณ์ภาวะตลาด รวมก่อนตัดสินใจเข้าลงทุน โดยเน้นกลยุทธ์เข้า-ออกเร็วเป็นหลัก
ที่มา efinanethai.com |