SET วานนี้ปิดลบ 0.08% เป็นการเคลื่อนไหวตามทิศทางตลาดหุ้นในภูมิภาค ทั้งนี้นัก ลงทุนมีการเทขายหุ้นในกลุ่มแบงก์ พลังงาน ในขณะที่มีแรงซื้อกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ สื่อสาร ไฟแนนซ์ และขนส่ง ส่งผลให้ดัชนีปิดลบ 0.52 จุด มาที่ 656.73 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายหนา แน่นที่ 27,246.57 ล้านบาท
หุ้นที่ปรับตัวขึ้น 147 บริษัท ปรับตัว 146 บริษัท และไม่เปลี่ยนแปลง 94 บริษัท
กลุ่มที่ปรับตัวขึ้น คือ กลุ่มเคมีภัณฑ์ +1.84% กลุ่มพาณิชย์ +1.07% กลุ่มไฟแนนซ์ +1.00%
กลุ่มที่ปรับตัวลง คือ กลุ่มเยื่อกระดาษ ?1.38% กลุ่มวัสดุก่อสร้าง ?1.33% กลุ่มการ แพทย์ ?1.11%
วานนี้นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิจำนวน 1,306.12 ล้านบาท และนักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิ จำนวน 505.03 ล้านบาทตารางแสดงยอดการลงทุนของต่างชาติปี 2546 และ 2547
1. ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยว่าภาวะเศรษฐกิจไทยในเดือน ต.ค. ขยายตัวใน อัตราที่ชะลอลง เนื่องจากความเชื่อมั่นที่ลดลง ทำให้การลงทุนและการบริโภคลดลงตาม ในขณะ ที่ภาคการใช้จ่ายของรัฐและการส่งออกที่ขยายตัวสูงเป็นประวัติการณ์ช่วยพยุงให้เศรษฐกิจยัง ขยายตัว โดยมูลค่าการส่งออกมีมูลค่าสูงถึง 8,909 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 22.1% (YOY) ส่วนมูลค่าการนำเข้ามีมูลค่า 8,257 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 15.2% (YOY) ส่วนค่าเงินบาท เฉลี่ยในเดือน ต.ค. อยู่ที่ 41.31 บาทต่อดอลลาร์ สำหรับความเชื่อมั่นทางธุรกิจเดือน ต.ค. 47 อยู่ ที่ 47.4 ซึ่งต่ำระดับ 50 ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6
2. เมื่อวานนี้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการร่างพระราชบัญญัติสถาบันประกันเงิน ฝาก ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ซึ่งจะนำร่างพระราชบัญญัติประกันเงินฝากเข้าสู่การพิจารณา ของสภาผู้แทนราษฎรในการประชุมสมัยหน้า โดยร่างกฎหมายดังกล่าวจะมีผลครอบคลุมการ ประกันเงินฝาก ทั้งของรัฐและเอกชนทุกประเภท และจะมีผลให้สถาบันการเงินเหล่านั้นต้องนำส่ง เงินสมทบสถาบันประกันเงินฝากในอัตราไม่เกิน 1% ของยอดเงินฝากรวมต่อปีด้วย
3. ธนาคารนครหลวงไทย (SCIB) เผยว่ายังไม่เห็นนักลงทุนต่างชาติรายใดแสดงความ สนใจถือหุ้นใหญ่ในแบงก์อย่างชัดเจนในขณะนี้ แต่มีเพียงเข้ามาลงทุนในสัดส่วนที่ไม่มากหลังผล ประกอบการดีและจ่ายปันผล ขณะที่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ถือหุ้น 47.58% ใน SCIB โดยได้ เปลี่ยนสถานะเป็นธนาคารเอกชนจากเดิมที่เป็นธนาคารรัฐวิสาหกิจ หลังผู้ถือใบสำคัญแสดงสิทธิ อนุพันธ์แปลงสภาพเป็นหุ้นสามัญ (SCIB-C1) มาใช้สิทธิเพื่อแปลงสภาพเกือบทั้งหมด
4. ประธานของกลุ่มโอเปก ระบุว่าการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันของโอเปก ขึ้นอีก 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทำให้ขณะนี้โอเปกผลิตน้ำมันได้วันละ 28.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน พร้อมกันนี้ ประธานกลุ่มโอเปกยังคาดการณ์ว่าในไตรมาสที่ 2 ของปีหน้านี้ความต้องการน้ำมันของโลกจะ เพิ่มขึ้นอีก ซึ่งจะเป็นประเด็นสำคัญที่รัฐมนตรีของกลุ่มโอเปกจะนำมาหารือในระหว่างการประชุม ที่จะมีขึ้นในวันที่ 10 ธ.ค. นี้ที่กรุงไคโรของอียิปต์ พร้อมกันนี้จะมีการหารือในเรื่องกรอบราคา น้ำมันและนโยบายของโอเปกภายในปีหน้า
5. บริษัท ไอพีสตาร์ ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ บมจ. ชินแซทเทลไลท์ (SATTEL) ลงนามใน สัญญาร่วมกับองค์การสื่อสารโทรคมนาคมของเวียดนาม (เวียดนาม เทเลคอม อินเตอร์ เนชั่นแนล) หรือ VTI เพื่อให้บริการอินเตอร์เน็ตบรอดแบนด์ในเวียดนาม
6. บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) คาดว่าไตรมาส 3/48 จะเริ่มมีกำไรสุทธิ หลังขาดทุน สุทธิต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากการที่บริษัท ทีเอ ออเร้นจ์ (TAO) ซึ่งเป็นบริษัทลูกจะถึงจุดคุ้มทุน ในขณะที่คาดว่าจำนวนหุ้นเพิ่มทุนของบริษัทจะขายน้อยลงในเดือน ธ.ค.ปีนี้ โดยคาดว่าจะขายหุ้น แบบเจาะจง (PP) เพียงกว่า 400 ล้านหุ้น จากแผนเดิมที่ 848.7 ล้านหุ้น
7. บง.ธนชาติ (NFS) ซึ่งเป็นบริษัทเงินทุนรายใหญ่สุดในไทย ตั้งเป้าปี 48 จะให้สินเชื่อ เช่าซื้อรถยนต์คิดเป็นมูลค่าเพิ่มขึ้น 14% จากปีนี้ โดยจะเน้นการปล่อยกู้รถยนต์มือสองซึ่งให้ผล ตอบแทนสูงกว่า ขณะที่รถยนต์ใหม่มีการแข่งขันสูง ซึ่งคาดว่าปัจจัยดอกเบี้ยและราคาน้ำมันจะไม่ ส่งผลกระทบมากนักกับธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์ โดยคาดว่าดอกเบี้ยในปีหน้าจะทรงตัว หรือปรับขึ้น เพียง 0.25-0.50% ประมาณช่วงปลายปี
8. บมจ. บัตรกรุงไทย (KTC) ผู้นำธุรกิจบัตรเครดิตในเครือ ธ.กรุงไทย (KTB) จะออก บัตรเครดิตร่วมกับเอส.อี.ซี กรุ๊ป ผู้นำเข้ารถยนต์ โดยตั้งเป้าว่าสิ้นปี 48 จะมีลูกค้าบัตรประมาณ 7 พันใบซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าที่ซื้อรถยนต์นำเข้าใหม่ ทั้งนี้ทางบริษัทฯ คาดว่าในปี 48 ลูกค้าบัตรของ KTC ทั้งหมดจะเพิ่มขึ้น 30% มาเป็นประมาณ 1.8 ล้านใบ จากสิ้นปีนี้ที่คาดว่าจะมี 1.5 ล้านใบ
9. บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด ปรับแนวโน้มเครดิตของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท. เป็นบวกจากเดิมที่ระดับมีเสถียรภาพ เป็นผลมาจากผลประกอบการ ของบริษัทที่ดีเกินความคาดหมายโดยได้รับอานิสงค์จากระดับราคาน้ำมันที่สูงขึ้น และการคาด หมายว่า ปตท. จะนำเงินสดส่วนเกินที่ได้ไปขยายการลงทุนต่อในธุรกิจหลัก ขณะที่การลงทุนใหม่ คาดว่าจะไม่มีผลกระทบต่อสถานะทางการเงินของบริษัท
10. บมจ. สยามแม็คโคร (MAKRO) ผู้นำด้านบริการจัดหาสินค้าอาหาร จะซื้อหุ้นทั้ง หมดของบริษัท สยามฟูด เซอร์วิส (SFS) จากบริษัทดีทแฮล์ม เทรดดิ้ง จำกัด รวมมูลค่า 230 ล้านบาท โดยบริษัทฯ จะลงนามในข้อตกลงซื้อหุ้นดังกล่าวในวันที่ 29 ธ.ค. นี้ พร้อมกับจะขอ อนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นในวันเดียวกัน สำหรับการซื้อกิจการครั้งนี้ MAKRO ต้องการเพิ่ม ศักยภาพของบริษัท
11. ราคาน้ำมัน : เมื่อวานนี้ราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้า NYMEX ปรับตัวลง และปิด ตลาดในแดนลบเป็นครั้งแรกในรอบ 4 วัน เนื่องจากได้รับแรงกดดันจากการคาดการณ์ว่าสหรัฐจะ รายงานในวันพุธว่าสต็อกน้ำมันกลั่นเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งรวมถึงน้ำมัน heating oil ส่งผลให้ราคาน้ำมัน ดิบส่งมอบเดือน ม.ค. ปรับลง 63 เซนต์ หรือ 1.3% มาปิดตลาดที่ 49.13 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ตลาด IPE ปิดลดลง จากการขายทำกำไรในสัญญา gas oil ส่งผลให้ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือน ม.ค. ลดลง 27 เซนต์ มาปิดตลาดที่ 45.48 ดอลลาร์ต่อ บาร์เรล
12. ค่าเงินบาท : ช่วงเช้าวานนี้เงินบาทอ่อนค่าตามทิศทางเงินเยน และค่าเงินใน ภูมิภาค หลังจากตัวเลขเศรษฐกิจญี่ปุ่นออกมาไม่สดใส ในขณะที่ตลาดยังรอดูตัวเลขอัตราขยาย ตัวเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของสหรัฐในไตรมาส 3 ที่จะประกาศ โดยเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ที่ 39.57/59 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนช่วงบ่ายเงินบาทแข็งค่าขึ้นตามทิศทางค่าเงินภูมิภาค โดยเงิน บาทเคลื่อนไหวอยู่ที่ 39.46/50 บาทต่อดอลลาร์ สำหรับเช้าวันนี้เงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ที่ 39.38/41 บาทต่อดอลลาร์
13. ตลาดหุ้นภูมิภาค : เมื่อวานนี้ตลาดหุ้นภูมิภาคมีทั้งปิดบวกและลบตลาดหุ้นปิด (+/-) จุด% (+/-)ปิด (จุด)สาเหตุ ญี่ปุ่น-78.64-0.72%10,899.25หลังจากที่ข้อมูลการผลิตในภาค อุตสาหกรรมที่ย่ำแย่ได้ส่งผลกระทบต่อความต้องการหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี สิงคโปร์-11.06-0.54%2,027.66เนื่องจากตลาดหุ้นในภูมิภาคปรับตัวไร้ทิศทาง และมี การเทขายหุ้นบลูชิพ ฮ่องกง-6.86-0.05%14,060.05เนื่องจากหุ้นฮัง หลุง พร็อพเพอร์ตีส์ปรับ ลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 1 สัปดาห์หลังจากการนำหุ้นออกเสนอขายต่อสาธารณชนครั้งใหญ่ เกาหลีใต้+12.66+1.46%878.06เนื่องจากได้แรงหนุนจากหุ้นบลูชิพที่แข็งแกร่งขึ้น เช่น หุ้นซัมซุง อิเลคทรอนิคส์ จากการอ่อนลงเล็กน้อยของค่าเงินวอนได้ช่วยผ่อนคลายความวิตกที่ ว่าวอนที่แข็งค่าจะส่งผลกระทบต่อการส่งออก มาเลเซีย+1.29+0.14%917.19เนื่องจากแรงหนุนจากคำสั่งซื้อหุ้นบลูชิพบางตัว เช่น หุ้นเมย์แบงก์ ท่ามกลางการเทขายทำกำไรหุ้นหลายตัว เช่น หุ้นเทนาก้า เนชันแนล ตารางดัชนีหุ้นต่างประเทศที่เปิดเช้านี้ ตลาดหุ้นดัชนีปิด (30/11/47)ดัชนีเปิดเช้านี้ (01/12/47)+/- (จุด) ญี่ปุ่น10,899.2510,790.45-108.80 เกาหลีใต้878.06874.47-3.59 ในระยะสั้นตลาดจะปรับขึ้นต่อเนื่องโดยจะเคลื่อนไหวในกรอบ 655-663 จุด โดยปัจจัยที่ ขับเคลื่อนตลาดในทางขึ้นมาจากแรงซื้อหุ้นราคาถูก ซึ่งตลาดได้ปรับตัวลงมา 10-11 เดือนในปีนี้ เป็นแรงจูงใจในการเข้าซื้อของนักลงทุนและกระแสแนวโน้มขึ้นของตลาดหุ้นทั่วโลกที่ดำเนินอยู่ สำหรับตลาดเมื่อวานนี้เป็นการปรับฐาน แต่ใน 1-2 วันข้างหน้าจะปรับขึ้นต่อเนื่องเหนือระดับ 660 จุดได้ ซึ่งในภาค 1-2 สัปดาห์ข้างหน้าตลาดยังเป็นทิศทางขาขึ้นอยู่มีโอกาสสูงทดสอบระดับ 680-700 จุดได้ สำหรับสัญญาณทางเทคนิคยังสนับสนุนว่าตลาดหุ้นไทยยังเป็นแนวโน้มขึ้นต่อ เนื่องอยู่หลังจากปรับขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา
กลยุทธ์ในช่วงนี้ควรถือหุ้นไว้ หรือยังเข้าซื้อหุ้นได้ โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มหลักหรือหุ้นพื้นฐาน ดีทั้งหลาย โดยเฉพาะหุ้นใน SET 50 ซึ่งกลุ่มที่โดดเด่นในช่วงนี้ ได้แก่ กลุ่มธนาคาร รับเหมาก่อ สร้าง สื่อสาร | | เข้าชม: 1,134 |
|