สรุปปัจจัย / ประเมินแนวโน้มตลาด มุมมองตลาดดี จากสิ้นปี 2547 ต่อไตรมาส 1/48: คาดดัชนีปลายปี 700 เบื้องต้นปี หน้า 830 เงินบาทแข็งจะดันดัชนีช่วงสิ้นปี 2547ทแม้ปัญหาภาคใต้ยังคงครุกรุ่นอยู่ก็ตาม เราเห็นว่าโอกาสที่หุ้นจะขึ้นในช่วงปลายปีนี้มีสูงมากเนื่องจากราคาน้ำมันลดลงและค่าเงินบาท แข็งค่าขึ้น พัฒนาการอื่นๆ ก็คือ งบไตรมาส 3/47 ที่ออกมาดีกว่าคาด ดัชนีตลาดอยู่ในระดับต่ำ การกลับมาของนักลงทุนต่างชาติโดยตลาดไม่ได้ปรับตัวขึ้นมากเทียบกับตลาดทั่วโลก จากที่ ประธานาธิบดีจอร์ช บุช ได้รับการเลือกตั้งกลับมาใหม่เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ดังนั้นเรามองเป้าหมายดัชนีปลายปีนี้ที่ 700 จุด เนื่องจากปัจจัยที่ดีขึ้นทั้งภายใน และภายนอกประเทศ ดังกล่าวมาแล้ว ส่วนในปีหน้าก็เช่นกันเรามองศักยภาพตลาดดีและคาด การณ์ดัชนีที่ระดับ 830 จุดเป็นสำคัญ เรายังเชื่อว่าตลาดหุ้นไทยมีราคาต่ำกว่ามูลค่าที่ควรเป็นอยู่มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อดัชนีได้ตกมาแล้ว16.7% จากปลายปีก่อน ณ วันที่ 24 พฤศจิกายน 2547 ดัชนีปิดที่ 643.06 จุด หุ้นจำนวน 140 ตัว ที่เราทำการวิเคราะห์ซื้อขายอยู่ที่ PER ปี 2547 ที่ 9.6 เท่า และปี 2548 ที่ 9.16 เท่า โดยมีอัตราเงินปันผลตอบแทนที่ 3.81% และ 4.04% ตามลำดับ เรามองว่าหุ้นที่มีมูลค่าตลาดสูงจะได้ประโยชน์จากการกลับมาของนักลงทุนต่างชาติ เพราะจะรับน้ำหนักการไหลเข้าของกระแสเงินจากต่างประเทศได้ดี กลุ่มหุ้นเด่นได้แก่ ธนาคาร พลังงาน ปิโตรเคมีและวัสดุก่อสร้าง ด้านหุ้นเด่นเราให้น้ำหนัก BBL SCIB BANPU TOC ITD และ SCC เป็นหลัก หากลงมาดูที่หุ้นขนาดเล็กและกลางเรายังคงแนะนำ PSL และ RCL เนื่อง จากได้รับผลบวกจากอัตราค่าระวางที่เพิ่มขึ้นและในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์เราแนะนำหุ้น HEMRAJ เนื่องจากการขายที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมที่ระยองยังเติบโตดีและบริษัทจะเริ่ม รับรู้รายได้จากการขายคอนโดหรูในกรุงเทพแล้ว หุ้นเด่นที่แนะนำ บมจ. บ้านปู BANPU บมจ. ธนาคารกรุงเทพ BBL บมจ. อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ ITD บมจ.เหมราชพัฒนาที่ดิน HEMRAJ บมจ. เอ็ม เอฟ อี ซี MFEC บมจ. พรีเชียส ชิพปิ้ง PSL บมจ. อาร์ ซี แอล RCL บมจ.ปูนซีเมนต์ไทย SCC บมจ. ธนาคารนครหลวงไทย SCIB บมจ. ไทยโอเลฟินส์ TOC บมจ. เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ WORK กลุ่มหุ้นเด่นที่แนะนำ (คัดย่อ และ ตัดแต่งสาระบางส่วน)กลุ่มธนาคาร(บวก/เป็นกลาง): ในระยะสั้น การเติบโตกำไรในไตรมาส 4/47 ทั้งจาก การดำเนินงาน และ การขายเงินลงทุน เช่น หุ้นTOP และ คาดว่าหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ NPL จะลดลงมากจากการเร่งแก้ไขหนี้ของธนาคารพาณิชย์ อย่างไรก็ดี ในระยะยาว ระดับการลงทุน เป็นกลางเพราะการรอความชัดเจนการจัดชั้น NPL ที่ตามเกณฑ์เชิงคุณภาพของธปท การรับซื้อ NPA/NPL การเริ่มจ่ายภาษีธุรกิจและ ความเสี่ยงอัตราดอกเบี้ย/น้ำมัน รวมถึงการปรับตัวของ ธนาคารพาณิชย์ระยะยาวเพื่อรองรับการแข่งขันในอนาคตด้วย
เรายังคงแนะนำ ซื้อ BBL ที่ราคาเป้าหมาย 133.00 บาท/หุ้น จากกำไรขยายตัวสูง และ ผลดีจากการปรับปรุงโครงสร้างลูกหนี้รายใหญ่ นอกจากนี้ยังแนะนำ ซื้อลงทุน SCIB ที่ ราคาเป้าหมาย 27.5บาท/หุ้น เนื่องจากราคายังปรับตัวเพิ่มขึ้นต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐานเมื่อเทียบกับ ธนาคารอื่นๆ จากปัจจัยกดดันในเรื่องการแปลงสภาพใบสำคัญแสดงสิทธิในช่วงที่ผ่านมา
กลุ่มก่อสร้าง - (บวก/บวก) : หุ้นบริษัทรับเหมาก่อสร้าง 3 อันดับแรก (ITD, CK และ STEC) เป็นที่จับตามองในขณะนี้จากการประมูลงานจำนวนมากอาทิเช่น โครงการแอร์พอร์ตลิงค์มูลค่า 2.6 หมื่นล้านบาทจะประกาศในวันที่ 8 ธันวาคม 2547 โครงการรถไฟใต้ดินสายสีน้ำเงินมูลค่า 4.2 หมื่นล้านบาท สายสีม่วงมูลค่า 6.2 หมื่น ล้านบาท และสายสีส้มมูลค่า 5.1 หมื่นล้านบาท โครงการวงแหวนรอบนอกสายรามอินทรามูลค่า 1.4 หมื่นล้านบาท ทางด่วนพิเศษสู่ภาคใต้ (สมุทรสาครไปเพชรบุรี) มูลค่า 5 หมื่นล้านบาท
ปัจจัยเสี่ยงคือต้นทุนวัสดุก่อสร้างที่จะปรับตัวสูงขึ้น หากราคาน้ำมันดีเซลปรับขึ้น แต่ เราเชื่อว่าราคาประมูลงาน น่าจะสะท้อนถึงต้นทุนที่สูงขึ้นแล้ว เราแนะนำ ซื้อ สำหรับ ITD โดย มีราคาที่เหมาะสมที่ 12.0 บาท แนะนำ ซื้อเมื่ออ่อนตัว สำหรับ CK โดยมีราคาที่เหมาะสมที่ 14.3 บาท และ ทยอยสะสม สำหรับ STEC โดยมีราคาที่เหมาะสมที่ 9.75 บาท
กลุ่มขนส่งทางเรือ - (บวก/บวก) : ปัจจัยขับเคลื่อนหุ้นในกลุ่มขนส่งทางเรือทั้งในระยะ สั้น และระยะปานกลาง โดยสรุปคือ
1.การค้าระหว่างประเทศในภูมิภาคนี้คาดว่าจะยังขยายตัว ถึงแม้จะเติบโตในอัตรา ที่ลดลง
2.กองเรือต่อสร้างใหม่ยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยกับเรือที่จะต้องถูกปลดระวางในอีก 6-7 ปีข้างหน้า
3.ระยะสั้นค่าระวางยังมีแนวโน้มอยู่ในช่วงขาขึ้นไปจนถึงต้นปีตามฤดูกาล ระยะยาว คาดว่ายังอยู่ในระดับสูงจากอุปทานกองเรือคาดว่ายังขาดแคลน
4.หุ้นในกลุ่มนี้ยังซื้อขายที่ราคาถูกและมีโอกาสให้อัตราผลตอบแทนสูงถึง 70% เมื่อ เทียบกับราคาเหมาะสม
ราคาเป้าหมาย(+/-)กำไรPER (x)ปันผลอัตรา คำแนะนำ
(%)ต่อหุ้น2547F(บาท)ตอบแทน PSL436960%7.775.52.04.65%ซื้อ TTA*38.756978%8.664.53.59.03%ซื้อลงทุน RCL294555%4.516.41.455.00%ซื้อ กลุ่มพลังงาน - (บวก/บวก) : เรายังเชื่อว่าราคาน้ำมันดิบ (NYMEX) จะยังคงสามารถ ทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ประมาณ 37-45 เหรียญ/บาร์เรลได้ในปีหน้า จากการที่ความต้องการ น้ำมันในตลาดโลกยังคงอยู่ในระดับสูงตามการเติบโตของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในประเทศจีน และอเมริกาแม้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกได้อ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่องในช่วงเดือนที่ผ่านมา จะ เป็นปัจจัยสำคัญรักษาศักยภาพกำไรของกลุ่มพลังงานต่อเนื่องในปีหน้า นอกจากอุปสงค์ ปิโตรเลียมที่เพิ่มสูงขึ้นแล้ว เราคาดว่าธุรกิจก๊าซ โรงกลั่นและ ถ่านหินจะมีการเติบโตได้ดีในปี หน้าตามความต้องการภายในประเทศที่เติบโตบวกกับราคาจำหน่ายเฉลี่ยที่เพิ่มสูงขึ้น
ดังนั้นการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และ เงินปันผลตอบแทนในระดับสูงทำให้มุมมองคง เป็นบวกทั้งในระยะสั้นและระยะยาว หุ้นเด่นในกลุ่ม ได้แก่ เราแนะนำ BANPU และ PTT โดย มีราคาเป้าหมายตามปัจจัยพื้นฐานอยู่ที่ 186 บาท และ 227 บาท
กลุ่มเคมีภัณฑ์และพลาสติก - (บวก/บวก) : แม้ว่าราคาน้ำมันดิบ (NYMEX) จะลด ลงประมาณ 10-13% ตลอดช่วง 1 เดือนที่ผ่าน แต่ราคาปิโตรเคมีโดยส่วนใหญ่ยังคงทรงตัวอยู่ ในระดับสูง เนื่องจากอุปสงค์ยังดี ในขณะที่กำลังการผลิตมีอยู่จำกัด (กำลังการผลิตใหม่ก็ยังไม่ สามารถขึ้นได้ทัน) สถานการณ์นี้จะส่งผลดีต่อผู้ผลิตทั้งสินค้าขั้นต้นน้ำจำพวกโอเลฟินส์ดังเช่น NPC และ TOC รวมไปถึงขั้นปลายน้ำจำพวกเม็ดพลาสติก PVC อย่าง TPC และ VNT
ในบรรดาหุ้นในกลุ่มปิโตรเคมีที่เราทำการศึกษา เราให้น้ำหนักการลงทุนในระยะ ยาวกับหุ้นของ TOC มากที่สุด เพราะคาดว่าจะมีการเติบโตอย่างโดดเด่นตามการขยายกำลังการ ผลิต ประมาณการกำไรขยายตัว 225% ในปีนี้ และอีก 48% ในปีหน้า สำหรับหุ้นที่เหมาะแก่การ ลงทุนเพื่อรับเงินปันผลเราแนะนำ NPC และ TPC ซึ่งมีอัตราเงินปันผลตอบแทนสูงถึง 6.9% และ 7.0% ตามลำดับ
กลุ่มหลักทรัพย์ - (บวก/เป็นกลาง) : เนื่องจากเราได้มีมุมมองเป็นบวกต่อตลาดทวี ขึ้นเป็นลำดับ ในขณะที่หุ้นหลักทรัพย์ไม่ได้ปรับขึ้นมากในเดือนก่อน เรายังเชื่อว่าหุ้นกลุ่มนี้จะ ดีขึ้นในเดือนธันวาคมนี้ โดยมูลค่าการซื้อขายนั้นจะเพิ่มขึ้นจากสาเหตุหลักๆคือ แรงซื้อจากต่าง ประเทศ กองทุนที่มีเงินสดมากขึ้นและสภาพคล่องของลูกค้ารายใหญ่ เราก็ยังคงเห็นว่าหุ้นหลัก ทรัพย์ขนาดใหญ่จะยังดีต่อไปจากความสามารถในการรักษากำไรและส่วนครองตลาดเสริมโอกาส ในการขยายตัว ด้านราคาไม่ได้ขึ้นไปมาก และ ความแกว่งไกวน้อยกว่า
นักลงทุนควรจะเก็บหุ้นหลักทรัพย์ในภาวะที่ตลาดเงียบ และ กำลังพลิกตัว และ หาโอกาสในการทำกำไรเมื่อจิตวิทยาดีขึ้นและปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้นในอนาคต ให้ช่วง PE ของหลักทรัพย์ขนาดใหญ่13-15 เท่า ในขณะที่หลักทรัพย์ขนาดเล็กควรจะอยู่ที่ 10 เท่า ราคาเป้า% กำไรต่อหุ้นPE
หมาย(+/-)20032004F2005F2004F2005F ASP73.59935%5.996.247.1511.810.3 CNS*70.59535%1.715.096.2013.911.4 GLOBEX3.483.0-14%0.190.120.1829.019.3 KGI3.323.55%0.490.280.3111.910.7 TNITY25250%1.371.751.8814.313.3 SYRUS9.751113%1.331.001.019.89.7 US8.6095%1.430.800.8110.810.6 ZMICO8.158.54%1.040.690.7011.811.6 | | เข้าชม: 1,197 |
|