October 25, 2026   6:01:01 PM ICT
บล.กิมเอ็ง : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 29/11/47
สรุปปัจจัย / ประเมินแนวโน้มตลาด มองตลาดปลายปีที่ 700 จุด: จากค่าเงินแข็งดึงเงินนอก+ ศักยภาพกำไรบริษัทดี + ตลาดได้ตอบรับไฟใต้/ราคาน้ำมันไปได้ในราคามากแล้ว
เรายังมองตลาดไทยว่ามีศักยภาพดีจากผลงานแย่กว่าตลาดอื่น ๆ หลังจากเกิด เหตุการณ์รุนแรงที่ตากใบ ซึ่งเป็นภาวะกังวลที่สำคัญนอกจากแนวโน้มราคาน้ำมันที่ยังคงตัว ในระดับสูง อย่างไรก็ดีตลาดได้ตอบรับแรงกดดันเหล่านี้ไปพอควร โดยการที่บริษัทโดยรวมน่า จะทำกำไรโตได้ 15-20% ในปี 2547-2548 ราคาหุ้นในตลาดไทยนับว่าถูกลงจนเหลือPE 8-9 เท่า ซึ่งถูกพอสำหรับการประมาณการกำไรปีหน้าที่จะโตน้อยลงเหลือราว 8-10% ในภาวะ ราคาน้ำมันในช่วง 38-45US$ (เทียบกับเฉลี่ย 39.7 จากต้นปีถึงปัจจุบัน) เราเห็นว่าความ เสี่ยงได้เข้าไปอยู่ในราคาพอสมควรในระดับนี้

ดังนั้นเราจึงเห็นว่าสภาวะตลาดน่าจะฟื้นตัวได้ต่อเนื่องในเดือนธันวาคมไปจนไตรมาส 1/48 หลังจากตลาดได้ชะลอตัวมา 4 สัปดาห์หลังเหตุการณ์ตากใบ โดยมีนักลงทุนต่างชาติเข้า มาซื้อสุทธิถึง 1.9 หมื่นล้านโดนสรุปปัจจัยที่ทำให้เราเชื่อว่าตลาดจะดีมีดังต่อไปนี้คือ ผลงานของตลาดในรอบ 11 สัปดาห์ที่ผ่านมา ยอดสะสมของนักลงทุนต่างประเทศ และ กองทุน

1.เม็ดเงินน่ายังไหลเข้าเอเชีย เพราะการเกินดุลการค้า/การชำระเงิน และ เศรษฐ กิขยายตัวทำให้ค่าเงินเยน และ เอเชียอ่อนเกินไป เป็นแนวโน้มจะคงอยู่ในระยะกลางเพื่อ การรักษาดุลอำนาจเศรษฐกิจโลก มีผล 2 ทางคือ ในระยะสั้น อาจจะมีการแทรกแซงโดยการ ขายเงินทำให้สภาพคล่องยิ่งมาก ในระยะกลาง คือ การส่งออกทุนไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบการ ให้กู้ หรือ ลงทุนต่างประเทศ

ประเทศไทยก็อยู่ในไม่เสียเปรียบจากแนวโน้มการลงทุนโดยตรง และ มีความยึดหยุ่น ทางค่าเงินค่อนข้างสูง ในระยะแรกที่มีการแข็งตัวของค่าเงินไม่เสียเปรียบเนื่องจากในปัจจุบัน ต้องการนำเข้าพลังงาน และ สินค้าทุน และ ในระยะกลางก็มีโอกาสขายเงินบาทเป็นระยะหาก แข็งเร็วเกินไป การเข้ามาถือสินทรัพย์ที่เป็นเงินบาทก็จะรักษาค่าได้ดี

2.ไฟใต้ได้กดหุ้นไทยให้ถูก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 1) ศักยภาพกำไรรายบริษัทที่ประกาศ ออกมาในงบไตรมาส 3/47 (โดยรวมโตมากกว่า 20%) ไตรมาส 4/47 ก็อยู่ในเกณฑ์ดี และ ในปีหน้าคาดโต 8-10% แม้ได้รวมการขึ้นราคาน้ำมันดีเซลเข้าไปแล้ว 2)ฤดูกาลจ่ายปันผลใน ตอนต้นปีหน้าโดยจะมีอัตราราว 3-5% ที่ยังดีกว่าดอกเบี้ยเงินฝากที่ 1% และ 3) การเลือกตั้ง ใหม่ที่น่าจะสร้างเสถียรภาพในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ดีขึ้น ทำให้ตลาดไทยน่าสนใจขึ้น

3.สภาพคล่องในตลาดยังสูง จากกลางเดือนสิงหาคม นักลงทุนต่างประเทศได้ซื้อสุทธิ เข้ามา 3.7 หมื่นล้านบาท กลับกันกองทุนในประเทศ และ นักลงทุนรายบุคคลขายออกไปราว 1.3 หมื่นล้าน และ 2.4 หมื่นล้าน ดังนั้นสภาพคล่องทั้งใน ยังสามารถรับสภาพกาซื้อขายได้พอ ควร เราเห็นว่าน้ำหนักของหุ้นในตระกร้าการลงทุนโลกจะยังสูง และ เม็ดเงินอิสระก็ยังมาก ให้น้ำหนักหุ้นขนาดใหญ่มากในการเก็งขาขึ้นช่วงต้น หุ้นแนะนำ หุ้นธนาคารที่มีโอกาสการเติบโตสูง- BBL/SCIB เดินเรือที่ราคาต่ำ การเติบโตสูง กระแสเงินสดดี มีปันผล- เน้น RCL พลังงานขนาดใหญ่ และ ปิโตรเคมี- PTT/โรงกลั่น, BANPU, TOC รับเหมาชั้นนำ- ITD

เราได้คัดย่อสรุปคำแนะนำหุ้นกลุ่มธนาคาร และ หุ้นเดินเรือซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของ รายงานประจำเดือนธันวาคมมาเป็นส่วนของรายงานประจำวันในวันนี้:

อนึ่ง ขอชี้แจงการลงข่าวในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจฉบับวันเสาร์ที่ 27 พฤศจิกายน หน้า 13 หน้า แรกของเศรษฐกิจ การเงิน ขึ้นหัวข้อว่ากิมเอ็งได้ปรับ ลดน้ำหนักธนาคาร-อสังหา- ก่อสร้าง นั้นเป็นข้อมูลที่ผิดพลาด และ ล่าช้า กล่าวคือ

1.การคัดย่อมาจากรายงานประจำเดือนพฤศจิกายน ที่จัดทำปลายเดือนตุลาคม โดย ฝ่ายวิจัยเพื่อนักลงทุนรายบุคคลได้อยู่ในระหว่างการทำรายงายเดือนธันวาคมที่มีท่วงทำนองเป็น บวกต่อตลาดมากขึ้น ข้อมูลที่อยู่ในหนังสือพิมพ์จึงล่าช้า ไม่สะท้อนเหตุการณ์ที่เรามองในปัจจุบัน

2.ข้อมูลการมองหุ้นธนาคารในหนังสือพิมพ์ผิดพลาด เนื่องจากเราปรับ น้ำหนักหุ้นธนาคารจาก เป็นกลาง มาเป็น บวก ตั้งแต่ในรายงานฉบับพฤศจิกายนดังกล่าว แต่ในบทความลงเป็นการลดระดับจากบวก มาเป็นกลาง จึงเรียนมาเพื่อให้พนักงานการตลาดเรียนให้ลูกค้าเข้าใจด้วย

สรุปการแนะนำกลุ่มธนาคาร - เน้น BBL และ SCIB เป็นหลัก ส่วน SCB และ KTB ก็น่าจะมีสมรถภาพดี ราคา ปัจจุบันคำแนะนำเป้าหมาย+/- BBL93.00ซื้อ133.0029% KTB8.25ซื้อลงทุน12.0043% KBANK45.50ซื้อ56.0010% SCB43.75ซื้อ58.0019% TMB3.64ทยอยสะสม4.3012% BAY10.90ทยอยสะสม15.0027% SCIB21.00ซื้อลงทุน27.5029% หุ้นในกลุ่มธนาคารมีการซื้อขายกันค่อนข้างคึกคักในช่วงเดือนที่ผ่านมา หลังจาก BBL ประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล และ ผู้บริหารของ KBANK ได้ชี้แจงว่า มีแนวโน้มที่อาจจะ สามารถจ่ายเงินปันผลได้ในปีนี้เป็นปีแรกหลังจากวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 เป็นต้นมา นอก จากนี้ยังมีการเข้าเก็งกำไรหุ้น SCIB และ SCIB-C1 จากประเด็นการแปลงสภาพใบสำคัญ แสดงสิทธิที่หมดอายุในวันที่ 25 พ.ย. ที่ผ่านมา

โดยในระยะสั้น เราเชื่อว่า กลุ่มธนาคารจะยังคงได้รับผลบวกจาก กำไรในไตรมาส 4/47 ที่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งจากการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นตามยอดการให้สินเชื่อ และ กำไรจากการขายเงินลงทุนโดยเฉพาะในกรณีของหุ้นไทยออยล์ (TOP) นอกจากนี้ยังเชื่อว่า หนี้ ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ NPL ในไตรมาสสุดท้ายของปี จะลดลงเป็นจำนวนมากจากการเร่งแก้ไข หนี้ของธนาคารพาณิชย์

อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว เรายังคงคำแนะนำการลงทุนที่ระดับ ปานกลาง เนื่องจาก เชื่อว่า นักลงทุนจะยังคงรอความชัดเจนของตัวเลข NPL ที่อาจจะเปลี่ยนแปลงตามเกณฑ์ในเชิง คุณภาพของธนาคารแห่งประเทศไทย, มาตรการการรับซื้อ NPA และ NPL ของบริษัทบริหาร สินทรัพย์ ที่อยู่ระหว่างการแก้ไขกฎหมาย, แนวโน้มการจ่ายภาษีธุรกิจและความเสี่ยงในเรื่อง ทิศทางอัตราดอกเบี้ยและราคาน้ำมัน จะมีผลบั่นทอนความสามารถในการทำกำไรในปี 48 รวมถึงการปรับตัวของธนาคารพาณิชย์ระยะยาวเพื่อรองรับการแข่งขันในอนาคตด้วย

เรายังคงแนะนำ ซื้อ BBL ที่ราคาเป้าหมาย 133.0บาท/หุ้น เนื่องจากเชื่อว่าจะ มีกำไรเพิ่มขึ้นทั้งจากเงินลงทุน, จากการดำเนินงาน และ ผลดีจากการปรับปรุงโครงสร้างลูกหนี้ รายใหญ่ นอกจากนี้ยัง แนะนำ ซื้อลงทุน SCIB ที่ราคาเป้าหมาย 27.5บาท/หุ้น เนื่องจากราคา ยังปรับตัวเพิ่มขึ้นต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐานเมื่อเทียบกับธนาคารอื่นๆ จากปัจจัยกดดันในเรื่องการ แปลงสภาพใบสำคัญแสดงสิทธิในช่วงที่ผ่านมา

สำหรับยอดสินเชื่อในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ยังคงเติบโตต่อเนื่องโดยเพิ่มขึ้น 4.9 พันล้านบาท หรือ 0.1% จากเดือนก่อน และ เพิ่มขึ้นสูงถึง 10.7% YTD จากสิ้นปี 46 เนื่องจาก ได้นับรวมยอดสินเชื่อของ TMB ที่เพิ่มขึ้นมากจากการควบรวมกิจการกับ IFCT เข้าไว้ด้วย ใน จำนวนนี้ BBL และ SCIB ที่มีการเจริญเติบโตดี สินเชื่อสุทธิในระบบธนาคาร สินเชื่อตค 47กย 47จากเดือนก่อนธค 46จากปลายปีจาก เดือนก่อนจากปลายปี BBL789,370787,5780.20%713,48011%1,79375,890 KTB908,746915,307-0.70%919,572-1%(6,561)(10,826) KBANK528,077522,1801.10%480,77310%5,89747,304 SCB490,100496,664-1.30%433,94113%(6,565)56,159 BAY396,717393,4370.80%374,1316%3,27922,586 SCIB312,657300,9403.90%310,8221%11,7181,835 TMB476,957480,694-0.80%274,35874%(3,737)202,599 BT103,451103,599-0.10%96,1518%(148)7,300 BOA103,069101,2231.80%90,43814%1,84612,632 UOBR47,57348,737-2.40%45,3845%(1,165)2,188 NBANK30,41130,4050.00%31,521-4%6(1,110) SCNB35,16836,614-3.90%44,270-21%(1,446)(9,102) ÃÇÁ4,222,2974,217,3790.10%3,814,84111% 4,918407,456ที่มา: ธนาคารแห่งประเทศไทยสรุปการแนะนำกลุ่มเดินเรือ- RCL, TTA, PSL

ดังนั้นเราจึงยังคงมีมุมมองเป็น บวก กับหุ้นในกลุ่มขนส่งทางเรือทั้งในระยะสั้น และ ระยะปานกลาง โดยปัจจัยสนับสนุนหลักยังคงเป็นประเด็นที่

1.การค้าระหว่างประเทศในภูมิภาคนี้คาดว่าจะยังขยายตัว ถึงแม้จะเติบโตในอัตราที่ ลดลง

2.กองเรือต่อสร้างใหม่ยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยกับเรือที่จะต้องถูกปลดระวางในอีก 6-7 ปีข้างหน้า

3.ระยะสั้นค่าระวางยังมีแนวโน้มอยู่ในช่วงขาขึ้นไปจนถึงต้นปีตามฤดูกาล ระยะยาว คาดว่ายังอยู่ในระดับสูงจากอุปทานกองเรือคาดว่ายังขาดแคลน

4.หุ้นในกลุ่มนี้ยังซื้อขายที่ราคาถูกและมีโอกาสให้อัตราผลตอบแทนสูงถึง 70% เมื่อเทียบกับราคาเหมาะสม

ราคาเป้าหมาย(+/-)กำไรPER (x)ปันผลอัตรา คำแนะนำ

(%)ต่อหุ้น2547F(บาท)ตอบแทน PSL39.56975%7.775.0825.10%ซื้อ TTA*366992%8.664.163.59.70%ซื้อลงทุน RCL264573%4.515.761.455.60%ซื้อ
เข้าชม: 1,183

 
 

Copy Right © 2009-2012 © Thaihoon.Com