สรุปปัจจัย / ประเมินแนวโน้มตลาด เม็ดเงินไหลเข้า+ค่าเงินแข็ง+ศักยภาพกำไรบริษัท/เศรษฐกิจ ยังจะผลักดันตลาด ต่อไปได้ การเปลี่ยนแปลงของค่าเงินบาทในระยะนี้ แม้ส่วนหนึ่งของเงินที่ไหลเข้ามาในตลาดไทยในระยะนี้จะเป็นเม็ดเงินระยะสั้นซึ่ง สามารถสร้างแรงผันผวนได้ แต่เราก็เห็นว่าตลาดยังมีราคาถูก และ มีโอกาสขึ้นต่อโดยมอง เป้าหมายในปีนี้ไว้ที่ 700 จุดจากปัจจัยดังต่อไปนี้คือ
1.เม็ดเงินน่าจะยังไหลเข้าต่อเนื่องทั่วทั้งเอเชีย โดยเป็นการเข้าแบบยุทธศาสตร์ที่นาย อลัน กรีนแสปนได้กล่าวมาตลอดในช่วง 2-3 ปีนี้ถึงการรักษาดุลอำนาจเศรษฐกิจโลก คือ ประเทศ อื่นที่มีกำลังบริโภค/การลงทุนน่าจะมาเข้ามามีบทบาทอีกครั้งหลังจากสหรัฐได้ทำมาตั้งแต่เกิด วิกฤติค่าเงินในเอเชีย ดังนั้น จีน ญี่ปุ่น และ เอเชียตะวันออกก็เป็นผู้รับผลของค่าเงินสกุลตนจะ แข็ง มีผล 2 ทางคือ ในระยะสั้น อาจจะมีการแทรกแซงโดยการขายเงินของตน ซื้อพันธบัตร อเมริกัน ในระยะกลาง คือ การส่งออกทุนไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบการให้กู้ หรือ ลงทุน ประเทศไทย ก็อยู่ในภาวะได้เปรียบจากแนวโน้มการลงทุนโดยตรง
2.ประเทศมีความยึดหยุ่นทางค่าเงินค่อนข้างสูง คือ มีดุลการชำระเงิน-งบประมาณรัฐ เป็นบวก และ มีดุลการค้าเกินดุลไม่มาก สภาพคล่องมาก และ มีระบบการผลิต-เศรษฐกิจใน ประเทศสัดส่วนใหญ่ มีสำรองเงินนอกมาก และ ไม่มีความต้องการทุนนอก ในระยะแรกที่มีการ แข็งตัวของค่าเงินไม่เสียเปรียบเนื่องจากในปัจจุบันต้องการนำเข้าพลังงาน และ สินค้าทุน และ ในระยะกลางก็มีโอกาสขายเงินบาทเป็นระยะหากแข็งเร็วเกินไป การเข้ามาถือสินทรัพย์ที่เป็น เงินบาทก็จะรักษาค่าได้ดี
3.ไฟใต้ได้กดหุ้นไทยให้ถูก ที่ผ่านมาผลงานยอดแย่กว่าตลาดในภูมิภาคที่รับจากเม็ด เงินไหลเข้าสู่หุ้น และ การเก็งขาลงของน้ำมันหลังฤดูหนาว จุดดีของตลาดไทยคือ 1) ศักยภาพ กำไรรายบริษัทที่ประกาศออกมาในงบไตรมาส 3/47 และ ความต่อเนื่อง 2)โอกาสของการ คลี่คลายของการแก้ไขปัญหาภาคใต้ 3)ฤดูกาลจ่ายปันผลในตอนต้นปีหน้า และ 4) การเลือกตั้ง ใหม่ ทำให้ตลาดไทยน่าสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยจุดลบที่สำคัญ คือ ผลของการลด/เลิก สนับสนุน น้ำมันดีเซล และ การชะลอตัวธุรกิจที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในปีหน้าตลาดก็ได้รับรู้ไปบ้างแล้ว
4.เม็ดเงินพร้อมซื้อก็ยังมีมาก จากการที่ต่างประเทศได้ซื้อ นักลงทุนต่างประเทศ ได้ซื้อสุทธิเข้ามา 3.53 หมื่นล้านบาท กลับกันกองทุนในประเทศ และ นักลงทุนรายบุคคลขาย ออกไปราว 1.33 หมื่นล้าน และ 2.2 หมื่นล้าน ดังนั้นสภาพคล่องทั้งใน ยังสามารถรับสภาพการ ซื้อขายได้พอควร เราประมาณว่าหากต่างประเทศขายหุ้นออกมา 1 ใน 3 ของจำนวนที่ซื้อไป ตลาดจะยืนได้ที่ 600 ต้น ๆ ได้ แต่ก็ยังไม่มีเหตุผลที่จะเกิดนอกจากความวุ่นวายทางการเมือง ขนานใหญ่ เพราะเราเห็นว่าน้ำหนักของหุ้นในตระกร้าการลงทุนโลกจะยังสูง และ เม็ดเงินอิสระ ก็ยังมาก หุ้นแนะนำได้แก่
ธนาคารใหญ่- BBL/KTB/SCB/KBANK และ SCIB
เดินเรือ- RCL, TTA, PSL
ก่อสร้าง-ITD
สินค้าปฐมภูมิ: SSI เพื่อรับปันผล และ ความแข็งแกร่งของกระแสเงินสด
พลังงาน และ ปิโตรเคมี- PTT, TOC
สื่อสาร- SHIN/SHIN-W1
หุ้นเล็ก- HEMRAJ, MFEC, HANA, WORK, CMO, AMARIN, SITHAI, เพิ่ม HMPRO และ OISHI
| | เข้าชม: 1,222 |
|