October 25, 2026   4:58:40 PM ICT
บล.เกียรตินาคิน : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 25/11/47
ตลาดหลักทรัพย์ฯ วานนี้ : ดัชนีหุ้นไทยปิดลบ จากแรงขายหุ้นมาร์เก็ตแคปขนาดใหญ่ SET วานนี้ปิดลบ 1.2% เนื่องจากมีแรงเทขายหุ้นมาร์เก็ตแคปขนาดใหญ่ ในกลุ่มแบงก์ พลังงาน อสังหาริมทรัพย์ วัสดุก่อสร้าง และสื่อสาร ซึ่งปัจจัยลบที่ยังกดดันตลาดอยู่ยังเป็นเรื่อง สถานการณ์ภาคใต้ ส่งผลให้ดัชนีปิดลบ 7.81 จุด มาที่ 643.06 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่ 17,944.59 ล้านบาท
หุ้นที่ปรับตัวขึ้น 87บริษัท ปรับตัว 218 บริษัท และไม่เปลี่ยนแปลง 75 บริษัท กลุ่มที่ปรับตัวขึ้น คือ กลุ่มบรรจุภัณฑ์ +1.12% กลุ่มโรงแรม +1.02% กลุ่มของใช้ในครัวเรือน +0.56% กลุ่มที่ปรับตัวลง คือ กลุ่มสื่อสาร ?1.80% กลุ่มเคมีภัณฑ์ ?1.69% กลุ่มเหมืองแร่ ?1.68% วานนี้นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิจำนวน 2,461.09 ล้านบาท และนักลงทุนสถาบันขายสุทธิจำนวน 782.49 ล้านบาท ตารางแสดงยอดการลงทุนของต่างชาติปี 2546 และ 2547

1. ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มองว่าระบบธนาคารพาณิชย์ของไทยมี ความมั่นคงขึ้น หลังช่วงครึ่งแรกปีนี้อัตราการทำกำไรต่อสินทรัพย์ (ROA) อยู่ที่ 1.5% และคาด ว่าทั้งปีนี้จะเกิน 1% สูงขึ้นเมื่อเทียบกับปี 46 ที่มีอัตรา 0.7% ทั้งนี้จะต้องเพิ่มความเชื่อมั่นของ นักลงทุนต่างชาติต่อสถาบันการเงินของไทย โดยการนำมาตรฐานใหม่ในการจัดชั้นหนี้ไม่ก่อราย ได้ (NPL) มาใช้ ซึ่งจะให้มีการตั้งสำรองหนี้จัดชั้นสงสัยจะสูญเร็วขึ้น สำหรับในส่วนของจำนวนเงินลงทุนโดยตรง (FDI) ในประเทศจะเพิ่มขึ้นอีกในปีหน้า เนื่องจากการขยายกำลังการผลิตของภาคการผลิต ส่วนในเรื่องของเงินบาทที่ระดับปัจจุบันเห็นว่า อยู่ในระดับที่เหมาะสม และยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องออกมาตรการอะไรเพิ่มเติม

2. ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) มองว่าแนวโน้มกำไรสุทธิปี 48 ของธนาคารอาจลดลง จากปีนี้ เนื่องจากแบงก์ต้องเริ่มเสียภาษีธุรกิจ (Corporate tax) 30% ของกำไรจากการดำเนิน งาน โดยคาดว่าปีหน้าสินเชื่อจะเติบโต 7% และคาดว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากและกู้ของทั้ง ระบบธนาคารพาณิชย์น่าจะเกิดขึ้นในไตรมาส 2 ปีหน้า หลังมองว่าสภาพคล่องส่วนเกินในขณะนี้ จนถึงไตรมาสแรกปี 48 ยังสูงอยู่

3. บมจ. กันตนา กรุ๊ป ผู้ประกอบธุรกิจบันเทิงครบวงจรรายใหญ่ของไทย เลื่อนแผนนำ หุ้นเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ จากเดิมที่วางเป้าหมายจะเข้าตลาดได้ในช่วงปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้า หลัง จากเผชิญกับภาวะตลาดที่ผันผวนและหุ้นกลุ่มบันเทิงไม่คึกคักมากนัก ซึ่งขณะนี้บริษัทยังไม่ สามารถกำหนดระยะเวลาการเสนอขายหุ้นให้ประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) ได้

4. บริษัทไพรมัส ลีสซิ่ง (PRIMUS) กำหนดดอกเบี้ยหุ้นกู้วงเงิน 1.5 พันล้านบาท อายุ 2 และ 3 ปี เสนอขายเฉพาะนักลงทุนสถาบัน โดยมียอดจองเกิน 2.6 เท่า ซึ่งหุ้นกู้ดังกล่าวเป็น ประเภทชำระเงินต้นครั้งเดียว ได้รับการจัดอันดับเครดิตภายในประเทศจากฟิทช์ เรทติ้งส์ที่ ระดับ ?AA+(tha)? แบ่งออกเป็น 2 ชุด ได้แก่ อายุ 2 ปี จำนวน 500 ล้านบาท ดอกเบี้ยที่ 3.45% และ 3 ปี จำนวน 1 พันล้านบาท ดอกเบี้ยที่ 4.00%

5. บมจ. ปูนซีเมนต์ไทย (SCC) ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมรายใหญ่ของไทย เตรียม ออกหุ้นกู้อีกประมาณ 2 หมื่นล้านบาทในปีหน้า เพื่อรีไฟแนนซ์หุ้นกู้เดิม ซึ่งจะช่วยผลักดันให้ภาระ ดอกเบี้ยจ่ายต่อปีลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหุ้นกู้ที่จะออกใหม่นี้จะมีอายุประมาณ 4 ปี อัตราดอกเบี้ย อาจจะสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยหุ้นกู้ที่บริษัทได้ออกไปในปีนี้ที่ 4.5% แต่คงจะไม่ถึงระดับอัตรา ดอกเบี้ยหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดชำระในเดือน เม.ย. 48 ที่ระดับ 9.5%

6. บมจ. อกริเพียว โฮลดิ้งส์ (APURE) คาดว่าปีนี้จะมียอดขาย 1.2 พันล้านบาท เติบโต 20% จากปีก่อนที่มียอดขาย 1 พันล้านบาท หลังร่วมทุนกับเดลมองเต้ ตั้งบริษัท เพื่อออก ผลิตภัณฑ์ผักและผลไม้แปรรูปจับตลาดระดับบน นอกจากนี้บริษัทยังอยู่ระหว่างศึกษาเพื่อล้างขาด ทุนสะสม โดยอาจเลือกใช้วิธีลดทุนและเพิ่มทุน รวมถึงการแตกพาร์ คาดว่าจะได้ข้อสรุปผลการ ศึกษาภายในไตรมาส 2/48

7. บริษัทสหวิริยาสตีบอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) (SSI) ได้เปลี่ยนแปลงมูลค่าหุ้นที่ตราไว้ จากเดิมหุ้นละ 10 บาทเป็นหุ้นละ 1 บาท ซึ่งตลาดหลักทรัพย์จะให้ SSI ทำการซื้อขายในระบบ ซื้อขายหลักทรัพย์ตามมูลค่าที่ตราไว้ใหม่ตั้งแต่วันที่ 29 พ.ย. 2547 เป็นต้นไป นอกจากนี้ บริษัทฯ มีมติอนุมัติให้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับผลประกอบการงวดครึ่งปีแรก สิ้นสุดวันที่ 30 มิ.ย. 47 แก่ผู้ถือหุ้นที่มีชื่อปรากฏอยู่ในสมุดทะเบียนหุ้นของบริษัทฯ ณ วันที่ 9 ธ.ค. 47 เวลา 12.00 น. ในอัตราหุ้นละ 0.10 บาท (มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท) กำหนดจ่ายเงินปันผลระหว่าง กาลดังกล่าวภายในวันที่ 23 ธ.ค. 47 การจ่ายเงินปันผลของบริษัทฯ นี้ถือเป็นการจ่ายปันผลครั้ง แรกตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อปี 2537

8. ราคาน้ำมัน : วานนี้ราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้า NYMEX ปรับขึ้น เนื่องจาก ปริมาณสต็อกก๊าซธรรมชาติลดลงเกินคาดหลังจากที่ราคาน้ำมันร่วงลงอย่างหนักจากข้อมูลของ รัฐบาลสหรัฐที่ระบุว่าปริมาณน้ำมันสต็อกน้ำมันกลั่นเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 10 สัปดาห์ ส่งผล ให้ราคาน้ำมันดิบส่งมอบเดือน ม.ค. ปรับขึ้น 50 เซนต์ มาปิดตลาดที่ 49.44 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ตลาด IPE ส่งมอบเดือนม.ค. ปรับตัวขึ้นเช่นกัน โดยปรับขึ้น 35 เซนต์ มาปิดตลาดที่ 44.80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

9. ค่าเงินบาท : ช่วงเช้าวานนี้เงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง หลังมีแรงเทขายดอลลาร์อย่าง หนักในตลาดต่างประเทศ โดยเงินบาทเคลี่อนไหวอยู่ที่ 39.755/775 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนช่วง บ่ายเงินบาทแข็งค่าขึ้น หลังจากที่ขึ้นทดสอบระดับแนวต้าน 39.65 แต่ไม่สามารถผ่านได้ เนื่อง จากมีแรงซื้อดอลลาร์กลับจากกลุ่มผู้นำเข้าและภาคธุรกิจทั้งในตลาดต่างประเทศและในประเทศ โดยเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ที่ 39.67/69 บาทต่อดอลลาร์ สำหรับเช้าวันนี้เงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ที่ 39.68/72 บาทต่อดอลลาร์

10. ตลาดหุ้นภูมิภาค : เมื่อวานนี้ตลาดหุ้นภูมิภาคส่วนใหญ่ปิดบวกตลาดหุ้นปิด (+/-) จุด% (+/-)ปิด (จุด)สาเหตุ ญี่ปุ่น+22.94+0.21%10,872.33ปรับตัวขึ้นหลังจากร่วงลงหนักที่สุดใน รอบ 3 เดือนเมื่อต้นสัปดาห์ เนื่องจากนักลงทุนซื้อคืนหุ้นกลุ่มธนาคารและกลุ่มชิปปิ้งที่มีแนวโน้ม ผลประกอบการดีขึ้น สิงคโปร์+10.33+0.51%2,040.19ปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 1 สัปดาห์ เนื่อง จากหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ฮ่องกง-26.67-0.19%13,997.02เนื่องจากนักลงทุนทำกำไรก่อนที่ตลาด สหรัฐจะปิดทำการเนื่องในวันขอบคุณพระเจ้า เกาหลีใต้+12.16+1.41%872.56เนื่องจากค่าเงินวอนมีเสถียรภาพมากขึ้น ซึ่งช่วย หนุนหุ้นกลุ่มส่งออก มาเลเซีย+1.48+0.16%910.86โดยปรับตัวขึ้นในช่วงแรก แต่ได้ชะลอตัวลงจากแรง ขายทำกำไรตารางดัชนีหุ้นต่างประเทศที่เปิดเช้านี้ตลาดหุ้นดัชนีปิด (24/10/47)ดัชนีเปิดเช้านี้ (25/11/47)+/- (จุด) ญี่ปุ่น10,872.3310,853.10-19.23 เกาหลีใต้872.56873.87+1.31 ในระยะสั้นตลาดจะแกว่งตัวทางแดนบวก โดยจะเคลื่อนไหวในช่วง 643-653 จุด ซึ่ง ตลาดเมื่อวานนี้เป็นการปรับฐานต่อเนื่อง จากความกังวลในสถานการณ์ทางภาคใต้ อย่างไรก็ตาม เรามองว่าน่าจะเป็นการปรับฐานของแนวโน้มขาขึ้นอยู่ โดยตลาดมีฐานที่แนว 640 จุด ซึ่งปัจจัย เรื่องราคาหุ้นถูกจะเป็นแรงจูงใจให้นักลงทุนเข้ามาซื้อหุ้น หลังจากที่ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลง มา 10 เดือนเศษ สำหรับค่าเงินบาทต่อดอลลาร์หลังจากอ่อนค่าลงมาตั้งแต่ 8 ต.ค. 47 มีแนวโน้ม สูงว่าจะมีการดีดตัวกลับขึ้นอย่างรุนแรงในอนาคตอันใกล้ เพื่อรักษาความสมดุลของค่าเงินทั้งสอง ด้านไว้

กลยุทธ์โดยภาพรวมเรามองว่ายังน่าถือหุ้นหรือซื้อหุ้นไว้ โดยกลุ่มที่น่าสนใจจะเป็นกลุ่ม รับเหมาก่อสร้าง ธนาคาร และสื่อสาร รวมถึงกลุ่มที่ดินด้วย
เข้าชม: 1,268

 
 

Copy Right © 2009-2012 © Thaihoon.Com