October 25, 2026   5:00:39 PM ICT
บล.กิมเอ็ง : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 25/11/47
สรุปปัจจัย / ประเมินแนวโน้มตลาด วิเคราะห์ตลาดภูมิภาคเปรียบเทียบชี้ชัดว่า====ตลาดไทยถูก และ มีศักยภาพ แม้มี ปัจจัยไฟใต้จำกัดเอาไว้ ตลาดไทยตกลงอีก 1.2% จากขายของนักลงทุน และ กองทุนภายใน โดยมีแรงซื้อ ต่อเนื่องจากต่างประเทศเข้ามาซื้อหุ้นขนาดใหญ่ที่มีพื้นฐานดีมากขึ้นไปอีกแตะระดับสูงสุดที่ 3.8 หมื่นล้านหลังตลาดต่ำกว่า 600 กลางเดือนสิงหาคม โดยการไหลเข้าของเม็ดเงินจากค่าดอลลาร์ อ่อนตัว เข้ามาลดความเสี่ยงตลาดจากความรุนแรงในภาคใต้ ตลาดไทยจึงมีผลงานยอดแย่หลัง จากเหตุการณ์ที่ตากใบประทุจากจุดสูงสุดในวันที่ 4 ตุลาคม เปรียบเทียบกับตลาดอื่นปัจจุบันศุกร์ 13% เปลี่ยนจันทร์ 4% เปลี่ยน

สิงหาคม ตุลาคม ตลาดไทย643.06588.879.2%679.13-5.3% ตลาดเกาหลีใต้872.56771.0313.2%884.84-1.4% ตลาดไต้หวัน5,911.315,352.0110.5%6,077.96-2.7% ตลาดฮ่องกง13,997.0212,256.1214.2%13,359.24 4.8% ตลาดสิงค์โปร2,040.191,889.858.0%2,011.741.4% ตลาดจีน1,426.931,435.80-0.6%1,465.19-2.6% ตลาดอินเดีย6,035.955,102.9418.3%5,675.546.4% ตลาดมาเลเซีย910.86815.6211.7%865.075.3% ตลาดฟิลิปปินส์1,826.191,556.3717.3%1,851.60-1.4% ตลาดอินโดนีเซีย961.32763.9525.8%856.4512.2% ตลาดดาวน์โจนส์10,520.319,825.357.1%10,177.683.4% ตลาดแนสแดกซ์2,102.541,757.2219.7%1,955.507.5% ตลาดญี่ปุ่น10,872.3310,757.201.1%10,985.17-1.0%ยอดซื้อ/ขายสุทธิของนักลงทุนต่างประเทศ และ กองทุนสะสมจากกลางเดือนสิงหาคม 2547

จากการที่ตลาดปรับตัวลงโดยเหตุการณ์ทางใต้ที่ประทุขึ้นหลังจากนี้จะยิ่งสร้างความ สามัคคีมากกว่าความแตกแยกอย่างน้อยทางความคิดของทุกฝ่ายที่มีอิทธิพลต่อการดำเนินการ เรามีความมั่นใจในตลาดมากขึ้น ก็ยังจะแนะนำให้สะสมหุ้นขนาดใหญ่ที่มีพื้นฐานดี และ มีสภาพ คล่องสูงเป็นหลัก เรายังไม่เน้นหุ้นเก็งกำไรขนาดเล็กเพราะหากตลาดแปรผันลงไม่มีสภาพคล่อง และ ขาดทุนเป็นอัตรามาก หุ้นแนะนำ ยังคงไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากดังต่อไปนี้คือ

จากการดูตลาดโดยเปรียบเทียบโดยแบ่งเป็น 3 ส่วนคือ (กรุณาดูรายละเอียดด้านล่าง)

1.ตลาดที่มีค่าเงินผูกกับดอลลาร์-ฮ่องกง: ค่าเงินคงที่-จีน/มาเลเซีย

2.ตลาดเศรษฐกิจเปิดอุตสาหกรรม-สิงค์โปร เกาหลีใต้ ไต้หวัน: และ: เศรษฐกิจกำลัง พัฒนา- ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย

3.ตลาดเศรษฐกิจกึ่งเปิด-ค่าเงินลอยตัวแบบมีการบริหาร: อินเดีย และ ไทย

เราเห็นว่าตลาดอื่นได้มีผลงานตามศักยภาพโดยมีตลาดที่เป็นลบคือ ญี่ปุ่น และ จีน ที่มีแรงกดดันจากค่าเงิน US$ ที่บีบค่าเงินเยน และ หยวน โดยตลาดอื่น ๆ ปรับตัวดีจากเม็ด เงินหมุน และ เศรษฐกิจฟื้นตัว ตลาดไทยได้โดนปัจจัยภายในกดทับโดยไฟใต้อย่างหนักจนทำ ให้ราคาถูก เมื่อเปรียบเทียบกับการทำกำไรของบริษัทที่ดีขึ้น พัฒนาการที่มีโอกาสจะดีขึ้น จึง มีโอกาสตอบรับทางบวกได้มากกว่าลบในปัจจุบันหุ้นแนะนำได้แก่ ธนาคารใหญ่- BBL/KTB/SCB/KBANK และ SCIB เดินเรือ- RCL, TTA, PSL ก่อสร้าง-ITD พลังงาน และ ปิโตรเคมี- PTT, TOC สื่อสาร- SHIN/SHIN-W1 หุ้นเล็ก- HEMRAJ, MFEC, HANA, WORK, CMO, AMARIN, SITHAI,ตลาดที่มีค่าเงินผูกกับดอลลาร์-ฮ่องกง: ค่าเงินคงที่-จีน/มาเลเซีย สถิติเศรษฐกิจ และ การเงินโดยย่อ เงินสำรองรอบ 12 เดือน (พันล้าน US$)การผลิตเงินเฟ้อดอกเบี้ยอัตรา แลก (พันล้าน US$)ดุลการค้าดุลเดินสะพัดเติบโตกันยา เปลี่ยน/US$ ฮ่องกง119.5(13.8)13.6กันยา+1.1%กันยา+0.7%0.3% 8.28 จีน514.521.645.9ตุลา+15.7%ตุลา+4.3%2.8% 7.77 มาเลเซีย56.021.113.6กันยา+9.8%กันยา+2.1%2.9% 3.8 ที่มา: วารสารเดอะอิโคโนมิสต์รายสัปดาห์ ระบบเศรษฐกิจเหล่านี้มีการเติบโต มีดุลเดินสะพัดสุทธิ และ มีสำรองสูง จึงน่าจะมี เงินแข็งขึ้นหากค่าเงินเสรี ตลาดฮ่องกงมีผลงานดีพอกับตลาดหลักในสหรัฐเพราะมีค่าเงินผูก ติดกับดอลลาร์ ฮ่องกงเป็นศูนย์กลางทางการเงินของเอเชีย และ ประตูของจีนแผ่นดินใหญ่จึง ตั้งค่าเงินเป็นอัตราแลกเปลี่ยนกลาง โดยมีดุลการค้าขาดดุลเพราะผลิตสินค้าได้น้อยแต่นำ เข้ามาขาย จึงได้รับผลดีจาก US$ อ่อนตัวตลาดได้ปรับตัวขึ้นมา 14.2% จากกลางเดือน สิงหาคมเป็นต้นมาดัชนีตลาดฮั่งเส็ง

ตลาดจีนตกลงราว 1% ในช่วงเดียวกัน โดยได้รับผลกระทบจากมาตรการชะลอเศรษฐกิจ ของรัฐบาล และ โอกาสที่ค่าเงินหยวนจะถูกกดดันให้แข็งค่า ประเทศจีนได้ดุลการค้าและ มีทุน ไหลเข้ามาก จนมีสำรองมาก เศรษฐกิจก็เติบโตดี โดยทฤษฎี เงินหยวนควรจะแข็งค่าขึ้น แต่ รัฐบาลจีนก็ยังห่วงเรื่องส่งออก/การลงทุน ซึ่งรัฐบาลจีนอาจจะต้องพิจารณาปรับช่วงค่าเงินให้มี ความยึดหยุ่นมากขึ้น (ซึ่งในระยะแรกควรแข็งค่า) เพื่อทำให้จีนมีดุลเรื่องการนำเข้าสินค้า และ ส่งออกทุนมากขึ้นโดยรัฐคงต้องระวังไม่ให้เกิดผลกระทบภายใน หรือ วิกฤติค่าเงินอ่อนลง เช่นที่ เกิดในเอเชียในปี 2540ดัชนีตลาดเซี่ยงไฮ้

ตลาดมาเลเซียสูงขึ้น 12% ก็ได้รับผลดีจากค่าเงินอ่อนกว่าความเป็นจริง ระบบพึ่งการ ส่งออกมา โดยมีเศรษฐกิจภายในเล็กไม่เหมือนประเทศจีน ความได้เปรียบต่อการส่งออกจึงเป็น ผลบวกมากในระยะนี้ ในระยะกลางปัญหาของมาเลเซียที่สำคัญ คือ การส่งออกทุนจะเสียเปรียบ เนื่องจากค่าเงินอ่อนเกินไป จะทำให้สภาพคล่องเข้าไปอยู่ในประเทศมากทั้งในการบริโภค และ การลงทุนมีโอกาสเกิดไขมันได้ง่ายด้วยดัชนีตลาดกัวลาลัมเปอร์ ตลาดเศรษฐกิจเปิดอุตสาหกรรม-สิงค์โปร เกาหลีใต้ ไต้หวัน: และ: เศรษฐกิจกำลัง พัฒนา- ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย

ระบบเศรษฐกิจของสิงค์โปร์ เกาหลีใต้ และ ไต้หวัน พึงการส่งออก/การค้าระหว่าง ประเทศมาก มีดุลการค้า สำรองเงินนอกสูง และ ค่าเงินลอยตัวค่าเงินจึงแข็งขึ้น 4-9% ในช่วงปี ที่ผ่านมา ยังดีที่เศรษฐกิจสหรัฐเติบโตจึงมีอุปสงค์สินค้าอิเล็คโทรนิคส์ดี เราเพราะการปรับตัว ของค่าเงินเสรีตลาดในประเทศเหล่านี้จึงขึ้นได้ตามสภาพคล่อง เราคาดว่าการแก้ไขปัญหาเรื่อง ค่าเงินในระยะยาวของประเทศเหล่านี้ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นการขยายการลงทุนไปต่างประเทศ เคลื่อนย้ายการผลิตที่มีกำไรน้อยออกไป เช่น จีน เอเชียอาคเนย์ อินเดียเป็นต้นสถิติเศรษฐกิจ และ การเงินโดยย่อ เงินสำรองรอบ 12 เดือน (พันล้าน US$)ดอกเบี้ยอัตราแลกเปลี่ยน/US$ ดัชนีตลาดเปลี่ยนจาก (พันล้าน US$)ดุลการค้าดุลเดินสะพัด ปัจจุบัน1 ปีก่อน ศุกร์ 13 สิงค์โปร์105.815.628.41.4%1.651.712,040.28.0% เกาหลีใต้178.329.128.03.4%10791177872.613.2% ไต้หวัน235.09.025.812.5%32.6345,911.310.5% อินโดนีเซีย33.625.43.97.5%90038474961.325.8% ฟิลิปปินส์12.6(1.4)4.57.5%56.355.41,826.217.3%ที่มา: วารสารเดอะอิโคโนมิสต์รายสัปดาห์ ด้านฟิลิปปินส์มีลักษณะเหมือนประเทศไทยคือดุลการค้ามีไม่มาก(เกิน/ขาดดุลเล็ก น้อย)แต่มีดุลเดินสะพัดเป็นบวก แต่ประเทศมีสำรองน้อยกว่า มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า มีสภาพ คล่องน้อยกว่า และ มีหนี้สาธารณสูงกว่า ดังนั้นการบริหารค่าเงินจะจำกัดกว่า แต่ค่าเงินอ่อนตัว ลงราว 2% จากปีก่อนเป็นผลบวกฟิลปปินส์เองก็มีการส่งออกมา เศรษฐกิจภายในก็ยังเล็ก แต่ ตลาดได้ขึ้นมา 17% จากเม็ดเงินไหล

หากมองอินโดนีเซียมีค่าเงินอ่อนลงเนื่องจากมีการไหลออกของทุนไปชำระหนี้นอก ในขณะที่มีดุลการค้าพุ่งสูงมากเพราะการส่งออกน้ำมัน โดยมีสำรองเงินตราต่างประเทศไม่สูง ค่าเงินจึงขึ้นอยู่กับการค้าทำให้ค่าเงินอ่อนตัวลงราว 5-6% ในช่วงปี อินโดนีเซียใช้เวลาเกือบ 5 ปีก่อนจะมีอัตราดอกเบี้ยปกติที่ราว 7-8% จากเกิน 30% ในขณะที่ประเทศไทยเวลา 2 ปี ดอกเบี้ยลดลงจากเกือบ 20% เหลือ 2% จากการที่ค่าเงินอ่อนเป็นผลดีต่อการค้า/ส่งออกน้ำมัน การฟื้นตัวเศรษฐกิจดี และ ที่สำคัญโดยเปรียบเทียบกับเมืองไทย คือเสถียรภาพทางการเมือง หลังเลือกตั้งประธานาธิบดี และ ความตึงเครียดภายในลดลง ตลาดเศรษฐกิจกึ่งเปิด-ค่าเงินลอยตัวแบบมีการบริหาร: อินเดีย และ ไทย

เศรษฐกิจไทยมีส่วนคล้ายอินเดียสูงขึ้นในปัจจุบัน เช่นมีการเจริญเติบโต มีการขาด ดุลการค้า หรือ เกินดุลน้อย มีดุลเดินสะพัดเป็นบวก มีระบบการผลิตที่ใหญ่พอควร ดุลยภาพ เศรษฐกิจระหว่างประเทศ-ในประเทศดี ในเชิงบวกมาทางไทยก็มีสำรอง สภาพคล่องสูง และ ดอกเบี้ยต่ำกว่าอินเดีย แต่มีทุนนำเข้าน้อยกว่า การบริหารตระกร้าเงินของไทย และ อินเดียก็อยู่ ในเกณฑ์ดีคือ ค่าเงินแข็งขึ้นอย่างมีเสถียรภาพเป็นประโยชน์ต่อตลาด โดยทั้งไทย และ อินเดีย นับว่าเป็นฐานการลงทุน และ ท่องเที่ยวที่สำคัญนอกจากประเทศจีนสถิติเศรษฐกิจ และ การเงินโดยย่อ เงินสำรองรอบ 12 เดือน (พันล้าน US$)การผลิตเงินเฟ้อดอกเบี้ยอัตรา แลกเปลี่ยน/US$ (พันล้าน US$)ดุลการค้าดุลเดินสะพัดเติบโตกันยา ปัจจุบัน1 ปีก่อน อินเดีย115.7-20.011.0กันยา+7.7%กันยา+4.8%5.4% 45.045.6 ไทย43.71.16.7กันยา+7.7%ตุลา+3.5%2.2% 39.839.9 ที่มา: วารสารเดอะอิโคโนมิสต์รายสัปดาห์ ที่สำคัญอีกประการเหมือนกับที่เกิดขึ้นในอินโดนีเซีย คือ อินเดียมีเสถียรภาพทาง ความมั่นคงสูงขึ้นมาก หลังจากที่ พรรคคองเกรสชนะการเลือกตั้ง นางโซเนีย คานธีได้สละ ตำแหน่งให้ นายกรัฐมนตรี ซิงค์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ และ ดำเนินนโยบายเสรีนิยม/ ปฎิรูป ไม่เป็นไปแบบสังคมนิยมอย่างที่เคยคาดกันไว้ นอกจากนั้น ยังมีนโยบายการเมืองไม่แข็ง กร้าวทั้งภายใน และ นอกประเทศ ตลาดอินเดียปรับตัวสูงขึ้นมาตลอดในช่วงปี และ ขึ้น 18% จากกลางเดือนสิงหาคม โดยตลาดไทยมีปัจจัยภายในที่เข้ามากระทบตลอดปีหลังจากเป็น พระเอกในปี 2546 เช่น ไข้หวัดนก ไฟใต้ และ การจัดการการเมือง หากปัจจัยเหล่านี้ถูกบริหาร ได้ดีขึ้นตลาดไทยก็มีโอกาสจะกลับมาดีได้อีก
เข้าชม: 1,300

 
 

Copy Right © 2009-2012 © Thaihoon.Com