สรุปปัจจัย / ประเมินแนวโน้มตลาด กองทุนในประเทศเป็นผู้รับแรงกดดันตลาดเมื่อวาน-เรายังมีมุมมองบวกจากค่าเงิน แข็ง ศักยภาพกำไรบริษัท/เศรษฐกิจ บนฐานการเมืองภายในที่คลี่คลาย แรงขายสุทธิจากกองทุนภายในประเทศราว 527 ล้านบาทเมื่อวานเป็นการรับทั้งแรง กดดัน และ ทำกำไรในตลาดไปในตัว จากจุดต่ำสุดในรอบนี้ ณ วันที่ 13 สิงหาคม 2547 นักลงทุน ต่างประเทศได้ซื้อสุทธิเข้ามา 3.34 หมื่นล้านบาท กลับกันกองทุนในประเทศ และ นักลงทุนราย บุคคลขายออกไปราว 1.1 หมื่นล้าน และ 2.28 หมื่นล้าน จะเห็นว่าตลาดดูมีดุลยภาพโดยเรามอง ว่าเงินจากนักลงทุนภายหมุนรอบมากกว่า และ พร้อมซื้อ/ขาย ในขณะที่กองทุนภายในจะเป็นผู้ซื้อ รายใหญ่ และ ถือหุ้นได้นานกว่ามาก ดังนั้นสภาพคล่องทั้งใน และ นอกประเทศจะเข้ามาในตลาด มาก หากความกังวลทางการเมืองภาคใต้เบาบางลงเพราะเศรษฐกิจ และ กำไรบริษัทค่อนข้างมี ความมั่นคงหุ้นแนะนำ
หุ้นหลัก: BBL/KTB มีความแข็งแรงมากกว่า SCB/KBANK เนื่อง BBL มีฐาน ธุรกิจแข็งแรงมาก ในขณะที่อัตราการปล่อยเงินกู้ต่อเงินฝากที่ 70% ยังมีกำไรที่คาดในปี 2547 ที่ 8.92 บาทต่อหุ้น กำไรก่อนตั้งสำรอง 11.2 บาทต่อหุ้น และ มี ROE ที่ 15.7% ต่ำกว่าธนาคาร ใหญ่ทุกธนาคารก็จริง แต่มีสภาพคล่องราว 3-5 แสนล้านบนฐานทุนที่จะปล่อยเงินกู้ได้ก่อนจะต้อง เพิ่มทุน โดยถ้าธนาคารปล่อยจนเต็มที่ ณ อัตราดอกเบี้ยสุทธิที่ 2.5% จะมีเพดาน ROE เฉียด 30% นอกจากนั้น BBL ยังมีโอกาสที่จะจ่ายปันผลได้ต่อเนื่องเพราะกระแสเงินสดเป็นบวก และ จะสามารถบันทำกำไรจากการขายเงินลงทุนได้ในปีหน้าอีก 1 ปี ก่อนหมดสิทธิภาษี หากมีอยู่อด ทนรอที่ราคาเป้าหมาย 133 บาท
อนึ่งการขอซื้อหุ้นส่วนที่จะขายให้พันธมิตรใหม่ หรือ การแปลงหนี้เป็นทุนของ TPI จำนวน 1.17 หมื่นล้านหุ้น ของคุณประชัย เลี่ยวไพรัตน์ นั้นอาจจะทำให้การฟื้นฟูมีความแปรผัน อีกก็ตาม แต่ข้อกังขาก็อยู่ที่ว่ากลุ่มคุณประชัยจะหาเงินมาได้ภายในระยะเวลาสั้นได้หรือไม่ หรือจะ ลากยาวมาเพิ่มทุนในตลาดเหมือน TPIPL และ กลุ่มเจ้าหนี้จะยินยอมหรือไม่กับมูลหนี้ที่เหลืออยู่ ถ้าหากคุณประชัยทำได้ธนาคารก็จะได้รับเงินคืนส่งหนึ่ง แต่ก็จะเหลือมูลหนี้ 1.8 พันล้าน US$ ที่ ต้องทนความเสี่ยง ดังนั้นหากคุณประชัยจะเข้ามาซื้อคืนคงต้องมีเงื่อนไขการชำระหนี้ และ ดอกเบี้ยที่รัดกุมมากด้วย อย่างไรก็ดี เราไม่เห็นว่า เจ้าหนี้จะเสียเปรียบในที่สุด
ในขณะที่ KTB ตกลงมารับการเลื่อนชำระหนี้ของ N-PARK ที่ได้ตั้งชั้นกันสำรองไว้ แล้วตั้งแต่ปลายไตรมาส 2/47 และ เป็นการลดระดับความเสี่ยงทางการดำเนินการของธนาคารใน อนาคตได้มาก ดังนั้น PE ที่ 6.5 เท่า P/กำไรก่อนสำรองที่ 5 เท่า P/มูลค่าบัญชีที่ 1.2 เท่า และ คาดการณ์อัตราตอบแทนปันผลที่ 6.0% เป็นราคาที่ดี
หุ้นหลัก: ITD ก็เป็นหุ้นก่อสร้างที่มีสมรภาพธุรกิจสูงจากการประมูลงานในประเทศ มุลค่ากว่า 8 หมื่นล้าน และ งานในประเทศอินเดีย ที่มีการเติบโตดีทั้งคู่ นอกจากนั้น การเพิ่ม อัตรากำไรจากการผลิตวัสดุ (เหล็ก ปูน และ วัสดุอื่น ๆ) เองทำให้มีแนวโน้มธุรกิจที่ดีกว่าผู้รับ เหมาอื่น ๆ ราคาเป้าหมายที่ 12 บาท โดยแม้ PE ปีนี้จะสูงถึง 24 เท่า แต่คาดการณ์การเติบโต ที่ 163% ในปีหน้าจะทำให้ PE ลดต่ำลงเหลือราว 10 เท่า
หุ้นขนาดกลาง: HANA ก็ยังเป็นหุ้นที่จะมีการเติบโตในระยะกลางที่ดี จากอุปสงค์ ในตลาดสหรัฐ และ การขยายตัวการจ้างผลิตในเอเชีย แม้ค่าเงินบาทจะแข็งก็ไม่เป็นผลลบ มากเนื่องจากค่อยเป็นค่อยไปโดยมีการจัดการที่ดี การเปิดโรงงานใหม่ในเมืองจีนปีหน้าโดยมี ฐานลูกค้าเดิมอยู่ ธุรกิจมีต้นทุนต่ำ และ มีความหลากหลายทั้งทางด้านผลิตภัณฑ์ และ แหล่งผลิต มีเงินสดสุทธิ คาดปันผล 1.15บาท/หุ้นจากกระแสเงินสด 2.7 บาท/หุ้น ประมาณการกำไรปี 2547 2.16 บาท/หุ้น 9 เดือนทำมาแล้ว 1.93บาท/หุ้น หรือ 89%
หุ้นขนาดเล็ก: HEMRAJ แม้ปรับตัวขึ้นมาได้ 8% หลังจากประกาศงบไตรมาส 3/47 ดี ก็มีโอกาสขึ้นต่อจากราคาเป้าหมายที่ 1.4 บาท และ พัฒนาการพื้นฐานที่ดี การขายที่ดิน ในนิคมที่เหลือก็มีความต่อเนื่องสูงจากอุปสงค์ต่อการลงทุนต่างประเทศ และ การขยายตัวของ ธุรกิจปิโตรเคมีหลักในประเทศ การขายที่ดินในจังหวัดภูเก็ต มูลค่า 1,070 ล้านบาทเพื่อมา ซื้อ หุ้นทั้งหมดของ KK-JTCI ที่ดำเนินกิจการนิคมอุตสาหกรรมภายใต้การบริหารของการนิคม อุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยซึ่งมีที่ใน 2 จังหวัดคือ ระยองและชลบุรี โดยคิดเป็นพื้นที่กว่า 9,000 ไร่ ก็เป็นการต่อยอดธุรกิจที่ดี
เมื่อข้อตกลงบรรลุผลจะทำให้เหมราชมีพื้นที่มีอยู่รวมกับพื้นที่ส่วนต่อขยายประมาณ 11,600 ไร่ เราเชื่อว่าเหมราชจะไม่ซื้อที่ดินเพิ่มในช่วง 10 ปีข้างหน้า นอกจากนั้นการเริ่มรับรู้ รายได้จากร้อยละของการก่อสร้าง เดอะปารค์ ชิดลมที่ขายล่วงหน้าไปแล้ว 35% ก่อสร้างเสร็จ 10% ก็จะทำให้กำไรออกมาดีต่อไป หากรวม HEMRAJ-W (1:1 อีก 3,995 ล้านหุ้น ที่ราคา 0.283 แปลงทุกไตรมาส หมดอายุ 2552 ณ ราคาปัจจุบันอยู่ในมูลค่า-in money) PE ในปี 2547-2548 อยู่ในช่วง 5.8-6.6 เท่า หุ้นมีปันผลราว 5-8%
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อตลาดก็ยังคงเป็นเรื่องค่าเงิน ราคาน้ำมัน และ ศักยภาพกำไร ต่อไป โดยเราจะให้รายละเอียดเรื่องผลของค่าเงินอ่อนในวันนี้เป็นหลัก ค่าเงินแข็งแบบมีเสถียรภาพเป็นประโยชน์สุทธิ ระบบเศรษฐกิจไทยเป็นหนึ่งในจำนวน ไม่มากที่ได้เปรียบในสถารณการณ์การเงินโลกในปัจจุบัน คือ (เป็นบวกสุทธิ) ต่อต้นทุนการนำเข้าเครื่องจักร และ พลังงานที่พึ่งตนเองไม่ได้ ใน ปัจจุบันประเทศไทยได้เพิ่มกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง (การใช้กำลังการผลิตรวม 70%) โดย เฉพาะอย่างยิ่ง อุตสาหกรรมรถยนต์/อาหาร การส่งออกรถยนต์ต้องนำเข้าวัตถุดิบมาก และ เศรษฐกิจที่ฟื้นตัวทำให้มีความต้องการน้ำมัน การที่ค่าเงินแข็งขึ้นกลับไม่เป็นผลลบเนื่องจากไม่ ได้เกินดุลการค้ามาก ดุลการค้า (ล้านดอลล่าร์สหรัฐ) มค-47กพ-47มีค-47เมย-47พค-47มิย-47กค-48สค 47 กย 479 เดือน 47 ดุลการค้า34510(308)(357)1016595(282) 360(133) การส่งออก6,8977,2187,8467,1027,9508,3468,0078,209 8,49561,575 % เติบโต17.0%22.0%23.0%21.0%22.0%29.0%24.8%28.3% 22.9%0.0% การนำเข้า(6,863)(6,708)(8,154)(7,459)(7,940)(8,181)(7,912) (8,491)(8,135)(61,708) % เติบโต17.0%28.0%37.0%30.0%34.0%42.0%22.8%37.1% 29.8%0.0% (เป็นลบเล็กน้อยแต่จัดการได้) โดยค่าเงินแข็งไม่เป็นบวกกับการท่องเที่ยว และ การส่งออก แต่การจัดการจะเป็นเรื่องสำคัญคือ 1) ธปท สามารถขายบาทได้หากค่าเงินแข็ง เร็วเกินไป เนื่องจากมีสภาพคล่องมาก และ ไม่มีดุลอะไรเป็นลบมาก 2) ค่าเงินเอเชียแข็งทุก สกุล หากจะเป็นลบเปรียบเทียบต้องไปชนกับภูมิภาคอื่น เช่นไปเที่ยว หรือ ซื้อของกับ รัสเซีย หรือ แอฟริกาใต้ ไปเลยเป็นต้น 3) การส่งออกในปัจจุบันพึ่งการหาตลาดใหม่ และ พัฒนา ผลิตภัณฑ์โดยในระยะหลังการส่งออกไทยหลากหลายมากขึ้นทั้งสินค้า และ ตลาด ดุลบัญชีเดินสะพัด (ล้านดอลล่าร์สหรัฐ) มค-47กพ-47มีค-47เมย-47พค-47มิย-47กค-48สค 47 กย 479 เดือน 47 ดุลบริการ808598516338204275515497 2193,751 ดุลบัญชีเดินสะพัด8421,108208(19)214440610 2155793,618 ดุลทุน และ การเงิน(1,101)(468)(79)643(774)247194 (770)na ตัวกันผิดพลาด4062855(47)40514(395) 585na ดุลการชำระเงิน147668184577(155)430409 306442,290 (เป็นความเสี่ยงที่รับรู้ในตลาดบ้างพอควร) คือการขึ้นอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ หรือ การ ออกพันธบัตรเพื่อกู้เข้าสหรัฐก็อาจจะเป็นมาตราการสำคัญที่จะดึงเงินเข้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงที่เศรษฐกิจสหรัฐมีความแข็งแกร่งน่าจะทำให้เงินไหลเข้าสหรัฐในอีก 6-12 เดือนข้าง หน้า โดยเงินในเอเชียจะเป็นหลักสำคัญเนื่องจากมีสำรองสูงถึง 1,415 พันล้าน US$ 8-10 เท่าของภูมิภาคอื่น จะไม่เป็นผลดีต่อธนาคารหากยังไม่มีการเติบสินเชื่อภายใน แต่จะเป็น ประโยชน์การหมุนของเงินไปหาดอกเบี้ยสหรัฐกินส่วนต่างดอกเบี้ย และ ค่าเงิน (เป็นผลบวกในระยะกลาง-ยาว) ในระยะกลาง ค่าเงินเยนแข็ง และ การค้าโลกดี มีโอกาสเป็นประโยชน์ต่อการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากญี่ปุ่นที่จะเร่งการ ลดต้นทุน โดยการลงทุนจากญี่ปุ่นคิดเป็น 1 ใน 3 ของการลงทุนรวมในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา โดย มความต่อเนื่องยาวนาน สร้างอุตสาหกรรม/ธุรกิจต่อเนื่องเป็นจำนวนมาก เช่นการผลิตรถยนต์ เป็นต้น การลงทุนโดยตรงเข้ามาในประเทศไทยช่วงไตรมาส 1/40-1/47 (ที่มา: ธปท)
กลุ่มหุ้นที่ได้รับประโยชน์คือ 1) นิคมอุตสาหกรรมที่อาจจะขายที่ดินได้เพิ่ม จากการ ลงทุนโดยตรง โดยเราเห็นว่าทั้ง 3 หุ้นคือ HEMRAJ, AMATA และ TICON ยังต่ำกว่าราคา พื้นฐานที่ 1.40 บาท 13.40 บาท และ 9.1 บาทตามลำดับ 2)การผลิตชิ้นส่วน/ประกอบรถยนต์ AH, TRU, STANLY 3) การผลิตอุปกรณ์อิเล็คโทรนิคส์ต่าง METCO, KCE, และ DELTA ที่ มีธุรกิจต่อเนื่องอยู่แล้วก็จะได้รับประโยชน์อีก แม้ค่าเงินUS$ จะแข็งก็ตาม ราคาน้ำมัน -0.25 US$ ต่อบาร์เรลเมื่อคืนก่อน ราคาน้ำมันในระดับสูงก็ยังเป็นผลจากการสำรวจปริมาณน้ำมันที่ลดลงกว่าปีก่อนถึง 12-16% จาก ปีก่อน ในประเทศอุตสาหกรรมหลักซึ่งจะต้องใช้น้ำมันมากในหน้าหนาวในขณะที่อุปทานน้ำมัน ค่อนข้างตึงตัว โดยการคงระดับสูงของน้ำมันเป็นบวกต่อหุ้นพลังงาน และ เคมี ในระยะสั้น โดยใน ระยะยาวการปรับตัวลงของราคาน้ำมัน และ โภคภัณฑ์ในระดับที่ไม่เป็นโทษต่อธุรกิจเกินไปจะ เป็นการสนับสนุนความต่อเนื่องในการฟื้นตัวทางธุรกิจจะเป็นผลดีต่อตลาดรวม รวมทั้งหุ้นกลุ่ม เหล่านี้ด้วย
| | เข้าชม: 1,207 |
|