October 25, 2026   4:56:47 PM ICT
บล.กิมเอ็ง : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 22/11/47
สรุปปัจจัย / ประเมินแนวโน้มตลาด อาจะมีแรงขายทำกำไรจากราคาน้ำมัน แต่ค่าเงินแข็ง/ศักยภาพกำไรบริษัท/ ผลงาน เปรียบเทียบต่อตลาดอื่นยังเป็นต่อตลาดอาจะมีแรงขายในกลุ่มธนาคาร เดินเรือ และ ITD ที่มีผลงานดีมาในรอบ 1 เดือน แต่เราเห็นว่าจะมีผลจำกัด หรือ เป็นโอกาสซื้อในการอ่อนตัวโดยเฉพาะอย่างยิ่ง BBL/ KTB ซึ่งเราเห็นว่า SCB/KBANK จะมีความเหวี่ยวไหวมากกว่าเนื่องจากมีสินเชื่อโตน้อยกว่า ในเดือยพฤศจิกายน และ PE สูงกว่า KTB มูลเหตุที่ตลาดไทยจะโอกาสลงน้อยโดยเปรียบเทียบ มีดังต่อไปนี้คือ

1.ตลาดไทยเพิ่มขึ้น 3.1% หลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ (3 พย 2547) เทียบกับ ตลาดระดับโลก เช่น ดาวน์โจนส์ +4.3% และ แนสแด็กซ์ + 4.2% เนื่องจากปัจจัยการเมืองภาย ในจากไฟใต้ ซึ่งปัจจุบันตลาดก็ได้รับรู้ปัญหาไปมาก และ มีความพยายามแก้ไขมากขึ้น งบบริษัท ในไตรมาส 3/47 ก็ออกมาแข็งแกร่ง และ มีแนวโน้มดี

2.ระบบเศรษฐกิจไทยเป็นหนึ่งในจำนวนไม่มากที่ได้เปรียบในสถารณการณ์การเงินโลก ในปัจจุบัน คือ 1) หากค่าเงินแข็งก็เป็นบวกต่อต้นทุนการนำเข้าเครื่องจักร และ พลังงานที่พึ่งตน เองไม่ได้ โดยต้องใช้มากในธุรกิจขาขึ้น 2) หากค่าเงินอ่อนลงก็ช่วยการส่งออก และ สมารถขาย เงินบาทได้เนื่องจากมีสภาพคล่องมาก 3) เป็นประเทศที่จะรับการลงทุนโดยตรงสุทธิ โดยเฉพาะ จากญี่ปุ่น โดยปัจจัยลบก็คือเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยสหรัฐ แต่ก็ขึ้นอยู่ที่การจัดการด้วย

3.ราคาน้ำมันที่ฟื้นตัวแรงหลังตกลงมาต่อเนื่องน่าจะทำให้หุ้นพลังงาน ปิโตรเคมี และ SCC ไม่ตกลงต่อไป หรือ อาจจะปรับตัวดีขึ้น โดยหุ้นเหล่านี้มีน้ำหนักในตลาดมาก และ มีผลงาน แย่กว่าหุ้นเติบโตโดยทั่วไปในระยะหลัง

กลยุทธ์ : อาจจะมีโอกาสในการเทรดหุ้น และ ทยอยสะสมหุ้นขนาดใหญ่ที่ดี เช่น BBL, KTB , SHIN/SHIN-W1, ITD กลุ่มเดินเรือ LH โดยหุ้น PTT จะได้รับความสนใจมากขึ้น ที่เราเห็นเช่นนี้เนื่องจากตลาดไทยโดนกดดันจากปัจจัยภายในที่คลี่คลายขึ้นบ้าง และ เสียเปรียบ ต่อภาวะทางการเงินน้อยกว่าระบบเศรษฐกิจอื่น ๆ โดยหากจัดการให้ดีอาจจะได้เปรียบ

หุ้นเล็กที่จะแนะนำในช่วงนี้คือ กลุ่มที่มีโอกาสจะได้ผลบวกต่อ ค่าเงินเยนแข็ง และ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากญี่ปุ่น เช่น การผลิตชิ้นส่วน/ประกอบรถยนต์ อุปกรณ์อิเล็คโทรนิคส์ต่าง AH, TRU, STANLY, METCO, KCE, DELTA ที่มีธุรกิจ ต่อเนื่องกัน อีกส่วนที่จะได้รับผลบวกก็คือ นิคมอุตสาหกรรมที่อาจจะขายที่ดินได้เพิ่ม โดยเรา เห็นว่าทั้ง 3 หุ้นคือ HEMRAJ, AMTA และ TICON ยังต่ำกว่าราคาพื้นฐานที่ 1.40 บาท 13.40 บาท และ 9.1 บาทตามลำดับ เงินบาทแข็ง แต่ความยึดหยุ่นทางการเงินสูงเป็นผลบวกสุทธิต่อตลาด- กระทบ กลุ่มธนาคารบ้างจากโอกาสขึ้นดอกเบี้ยสหรัฐ

การอ่อนตัวต่อเนื่องของดอลลาร์หลังจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐได้เข้ามาเป็น จุดสนใจของตลาดหุ้น โดยถ้อยคำของนายอลันกรีน แสปนพูดที่เยอรมันได้ให้ความกังวลต่อการ ขาดดุลสามจุดคือ ดุลการค้า -621 พันล้าน US$ (ในรอบ 12 เดือน) ดุลการชำระเงิน -572 พัน ล้าน US$ (ในรอบ 12 เดือน) และ งบประมาณของสหรัฐที่ขาดดุลถึง 4.7% ของรายได้ประชา ชาติ ควรจะได้รับการแก้ไขก่อนจะเป็นปัญหาหนักกว่าในปัจจุบันเป็นผลให้ US$ อ่อนลงอีก จน เงินบาทต่ำกว่า 40/US$ และ มีผลการวิเคราะห์ดังต่อไปนี้ การเปลี่ยนแปลงของค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐ การลดขาดดุลการค้าน่าจะต้องอาศัยเงินดอลลาร์อ่อนเพราะสินค้าเข้าสหรัฐจะแพงขึ้น แต่สินค้าออกจะถูกลง ดูได้คร่าวว่าโลกพึ่งตลาดสหรัฐในการดูดซับสินค้ามากเกินไป แนวโน้มเช่น นี้เป็นการเร่งให้ประเทศอื่นๆ เช่น ญี่ปุ่น จีน ยูโรป รัสเซีย อินเดีย เป็นผู้บริโภคสินค้าจากสหรัฐ เพื่อเป็นการสร้างสมดุล ) ประเทศในเอเชีย-ยกเว้นญิ่ปุ่น ส่วนใหญ่ก็เกินดุลการค้า และ เดิน สะพัด มากถึง 88 พันล้าน US$ และ 181 พันล้านในรอบปี

สำหรับประเทศไทยเกินดุลการค้าน้อยลง เป็นการเกินดุลต่อสหรัฐ ขาดดุลต่อญี่ปุ่น ในขณะที่เกินดุลเดินสะพัดจากการท่องเที่ยว โดยบัญชีทุนเป็นลบจากการใช้หนี้เพราะสภาคล่อง ภายในมาก และ ดอกเบี้ยต่ำ ดังนั้นประเทศไทยจะมีความยืดหยุ่นการเงินระหว่างประเทศสูงเนื่อง จากมีฐานะทางการเงินดี หากเงินบาทแข็งค่ามากก็อาจขายเงินออกไป แต่หากแข็งค่าต่อเนื่องก็ เป็นประโยชน์ต่อการนำเข้าเครื่องจักร และ พลังงาน สำรองเงินตราในรอบ 12 เดือน (พันล้าน US$)ดอกเบี้ย ต่างประเทศ (พันล้าน US$)ดุลการค้าดุลบ/ช เดินสะพัด ญี่ปุ่นna134.5169.00.0% จีน514.521.645.92.8% ฮ่องกง119.5(13.8)13.60.3% อินเดีย115.7(20.0)11.05.4% อินโดนีเซีย33.625.43.97.5% มาเลเซีย5621.113.62.9% ฟิลิปปินส์12.6(1.4)4.57.5% สิงค์โปร105.815.628.41.4% เกาหลีใต้178.329.128.03.4% ไต้หวัน2359.025.812.5% ไทย43.71.16.72.2% 1,41587.7181.4 อาร์เจนตินา18.612.64.65.2% บราซิล49.532.69.816.7% ชิลี15.77.91.22.8% โคลัมเบีย12.10.4(1.6)7.7% เม็กซิโก62.2(4.9)(6.7)8.2% เปรู11.42.2(0.7)3.1% เวเนซูเอลา16.120.314.013.3% 185.671.120.6 อิยิปต์13.2(7.5)3.710.6% อิสราเอล26.1(6.5)0.11.0% แอฟริกาใต้11.3(1.1)3.57.6% ตุรกี34.7(32.1)(14.0)23.1% 85.3(47.2)(6.7) สาธารณรัฐเชค27.1(1.8)(6.2)2.6% ฮังการี14.5(3.0)(8.4)9.8% โปแลนด์35.3(5.1)(3.0)6.9% รัสเซีย103.678.644.613.0% 180.568.727.0การขึ้นอัตราดอกเบี้ย หรือ การออกพันธบัตรเพื่อกู้เข้าสหรัฐก็อาจจะเป็นมาตราการ สำคัญที่จะดึงเงินเข้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่เศรษฐกิจสหรัฐมีความแข็งแกร่ง จึงทำให้เงิน ไหลเข้าสหรัฐในอีก 6-12 เดือนข้างหน้าเป็นไปได้สูงโดยเงินในเอเชียจะเป็นหลักสำคัญเนื่องจาก มีสำรองสูงถึง 1,415 พันล้าน US$ 8-10 เท่าจากภูมิภาคอื่น ๆ ในด้านนี้จะกดดันธนาคารเรื่อง การขึ้นอัตราดอกเบี้ย แต่จะเป็นประโยชน์การหมุนของเงินไปที่มีผลตอบแทนสูงเช่น เงินแข็ง ดอกเบี้ยสหรัฐสูงก็สามารถโยกไปฝากได้ และ กินส่วนต่างดอกเบี้ย และ ค่าเงิน อย่างไรก็ดี หาก มีการเติบโตสินเชื่อภายในจะดีกว่า

ในระยะกลาง ค่าเงินเยนแข็ง และ การค้าโลกดีมีโอกาสเป็นประโยชน์ต่อการลงทุน โดยตรงจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากญี่ปุ่นที่จะเร่งการลดต้นทุน เช่น การผลิตชิ้นส่วน/ ประกอบรถยนต์ การผลิตอุปกรณ์อิเล็คโทรนิคส์ต่าง จะมีผลต่อเนื่องไปที่หุ้นต่าง ๆ เช่น AH, TRU, STANLY, METCO, KCE, DELTA ที่มีธุรกิจต่อเนื่องอยู่แล้วก็จะได้รับประโยชน์อีก แม้ค่าเงินUS$ จะแข็งก็ตาม อีกส่วนที่จะได้รับผลบวกก็คือ นิคมอุตสาหกรรมที่อาจจะขายที่ดิน ได้เพิ่ม โดยเราเห็นว่าทั้ง 3 หุ้นคือ HEMRAJ, AMTA และ TICON ยังต่ำกว่าราคาพื้นฐานที่ 1.40 บาท 13.40 บาท และ 9.1 บาทตามลำดับ ราคาน้ำมัน + 2.2 US$ ต่อบาร์เรลจากการลดลงต่อเนื่องในรอบเดือน เป็นผลจากการสำรวจปริมาณน้ำมันที่ลดลงกว่าปีก่อนถึง 12-16% จากปีก่อน ในประเทศ อุตสาหกรรมหลักซึ่งจะต้องใช้น้ำมันมากในหน้าหนาวในขณะที่อุปทานน้ำมันค่อนข้างตึงตัว ทำให้การลดลงจากจุดสูงสุดเหนือ 55 US$ เหลือราว 12% โดยการคงระดับสูงของน้ำมัน เป็นบวกต่อหุ้นพลังงาน และ เคมี ในเรื่องเสถียรภาพการปรับตัวของธุรกิจไม่ให้เหวี่ยวไหว เกินไป แต่ไม่เป็นผลดีต่อตลาดรวม และ หุ้นอื่น เช่นธนาคาร เดินเรือ และ ก่อสร้าง เป็นต้น
เข้าชม: 1,351

 
 

Copy Right © 2009-2012 © Thaihoon.Com