September 22, 2014   9:14:15 PM ICT
แชมป์รวยหุ้น5สมัย

อนันต์ อัศวโภคิน"ครองแชมป์เศรษฐีหุ้นไทย 5 ปีซ้อน มูลค่าหุ้นกว่า 1.32 หมื่นล้านบาทจากมูลค่ารวม 476,186 ล้านบาท "ทองมา วิจิตพงศ์พันธุ์"ไล่ตามติดๆ มีมูลค่ากว่า 1.1หมื่นล้านบาท ส่วน"มาลีนนท์"แชมป์ตระกูลเศรษฐีหุ้นไทย


          วารสารการเงินธนาคาร ร่วมกับ อาจารย์ประจำคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ทำการจัดอันดับเศรษฐีหุ้นไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยภาพรวมของเศรษฐีหุ้นปี 2550 วัดจากผู้ถือหุ้นรายใหญ่ประเภทบุคคลธรรมดาในประเทศ ที่ถือหุ้นสัดส่วน0.5% ขึ้นไป ตามการปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นล่าสุดก่อนวันที่ 30 ก.ย.50 จำนวน 4,831ราย มีมูลค่าหุ้นที่ถือครองรวมทั้งสิ้น 476,186 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี48 ถึง 109,217ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 29.76%


          สำหรับผลการจัดอันดับในวารสารการเงินธนาคาร ฉบับเดือนธันวาคม 2550ปรากฏว่า ตำแหน่งแชมป์เศรษฐีหุ้นประจำปี 2550 ได้แก่ อนันต์ อัศวโภคิน ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ บริษัทแลนด์ แอนด์เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH โดยถือครองหุ้นมูลค่าสูงสุดรวม 13,230.23 ล้านบาท ประกอบด้วยหุ้น บมจ.แลนด์ แอนด์เฮ้าส์ (LH) 20.9% มูลค่า 13,221.99 ล้านบาทและบมจ.แมนดารินโฮเต็ล (MANRIN)1.67% มูลค่า 8.24 ล้านบาท


          ดังนั้นจึงส่งผลให้นายอนันต์ เป็นเศรษฐีหุ้นที่ครองตำแหน่งแชมป์เศรษฐีหุ้นไทยมากที่สุดถึง 5 ปีด้วยกันคือปี37 มีมูลค่าหุ้นที่ถือครอง 21,680.33 ล้านบาท ปี45 มูลค่า 9,858.16 ล้านบาท ปี46 มูลค่า 16,373.37 ล้านบาทปี49 มูลค่า 13,139.86 ล้านบาทและปี50 ที่ยังถือครองหุ้นมูลค่าสูงสุดถึง 13,230.23 ล้านบาท


          เศรษฐีหุ้นอันดับ 2 คือ ทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ เจ้าของบริษัท พฤกษาเรียลเอสเตทจำกัด (มหาชน) หรือ PS ซึ่งราคาหุ้น PS ได้ปรับตัวสูงขึ้นจากปีที่แล้วถึง 25.95% ดังนั้นมูลค่าหุ้น PS ที่ถือในสัดส่วน 62.19% เพิ่มขึ้นเป็น 11,153.95 ล้านบาท ส่งผลให้ก้าวขึ้นจากเศรษฐีหุ้นอันดับ 3 เมื่อปีที่แล้วมาอยู่อันดับ 2 ในปีนี้ โดยรวยขึ้น 2,305.62 ล้านบาทหรือ 26.06%


          อันดับ 3 เปรมชัย กรรณสูต กรรมการผู้จัดการบริษัท อิตาเลี่ยนไทย ดีเวล๊อปเมนต์จำกัด (มหาชน) หรือ ITD ก้าวขึ้นจากอันดับ 4 เมื่อปีที่แล้ว โดยรวยขึ้น 1,640.47ล้านบาท หรือ 34.69% จากการถือครองหุ้น ITD 19.54% มูลค่า 6,228.54 ล้านบาทและโรงแรมโอเรียนเต็ล(OHTL)1.70% มูลค่า 141.19 ล้านบาท รวมมูลค่าทั้งสิ้น 6,369.73 ล้านบาท


          ด้าน นายแพทย์ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ หรือหมอเสริฐ แห่งบางกอกแอร์เวย์สรวยขึ้นจากอันดับ 6 เมื่อปีที่แล้ว มาอยู่อันดับ 4 ในปีนี้ โดยถือหุ้นรวมมูลค่า 6,278.99ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,089.83 ล้านบาท หรือ 49.89% ซึ่งราคาหุ้นที่หมอเสริฐถือครองได้ปรับตัวสูงขึ้นทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นหุ้นของ บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BGH) ที่ถือในสัดส่วน13.34% มูลค่า 6,264.66 ล้านบาท และบมจ.โรงพยาบาลนนทเวช (NTV) 0.79%มูลค่า 14.34 ล้านบาท


          ขณะที่เศรษฐีหุ้นอันดับ 5 คือ วรเจตน์ อินทามระ ก้าวขึ้นมาจากอันดับ 661 เมื่อปีก่อน โดยถือครองหุ้นบมจ.ซีฮอร์ส (SH) 78.38% มูลค่า 6,101.20 ล้านบาท และบมจ.เงินทุน กรุงเทพธนาทร (BFIT) 4.96% มูลค่า 70.93 ล้านบาท รวมมูลค่าหุ้นที่ถือครองทั้งสิ้น 6,172.13 ล้านบาท จึงทำให้รวยเพิ่มขึ้น 6,080.37 ล้านบาท


          ทั้งนี้ วรเจตน์ ได้เข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุน SH เมื่อวันที่ 17 ต.ค.49 ซึ่ง SH ได้เพิ่มทุนจำนวน 2,600 ล้านบาท ในราคาหุ้นละ 0.63 บาท ให้นักลงทุนเฉพาะเจาะจง ได้แก่วรเจตน์ อินทามระ จำนวน 2,179 ล้านบาท คิดเป็น 78.38% และ สมโภชน์ อาหุนัยจำนวน 421 ล้านบาท คิดเป็น 15.14%เพื่อขยายกิจการสู่ธุรกิจพลังงานทดแทน เช่น การผลิตเอทานอล ควบคู่กับธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็ง ซึ่งเป็นธุรกิจดั้งเดิมของบริษัท


          การเข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุนครั้งนี้ยังส่งผลให้สมโภชน์ อาหุนัย อดีตผู้บริหารบริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า จำกัด ก้าวเข้ามาเป็นเศรษฐีหุ้นหน้าใหม่ ในอันดับที่ 74 ถือหุ้น SH 15.14% มูลค่า 1,178.80 ล้านบาท


          อย่างไรก็ตามนับตั้งแต่เมื่อเดือนก.ย.49 เป็นต้นมาตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้มีคำสั่งให้ SH ชี้แจงข้อมูลถึง 7 ครั้ง เริ่มตั้งแต่รายละเอียดการขายหุ้นเพิ่มทุน เพื่อให้เห็นถึงความชัดเจนของการสนับสนุนให้เกิดธุรกิจใหม่จากนักลงทุนใหม่ทั้ง 2 ราย


          ดังนั้น ประเด็นที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ และนักลงทุนทั่วไปให้ความสนใจ คือ ความไม่ชัดเจนจากการเข้าลงทุนทั้งใน บริษัท พาวเวอร์ เอ็นเนอยี่ และบริษัท บุญอเนก ของ SHเนื่องจากทั้ง 2 บริษัทนี้ยังไม่ได้ดำเนินการในด้านการผลิตเอทานอลที่มีเพียงใบอนุญาตและที่ดินเท่านั้น รวมทั้งยังมีประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้ถือหุ้นของทั้ง 2 บริษัทที่มีความเกี่ยวเนื่องกัน


          ด้านเจ้าพ่อแห่งวงการโรงภาพยนตร์ในเครือเมเจอร์และเอจีวีนายวิชา พูลวรลักษณ์ตกลงมาอยู่อันดับ 6 หลังจากเข้ามาเป็นเศรษฐีหุ้นหน้าใหม่ในปีที่แล้ว โดยถือหุ้น บมจ.เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์กรุ้ป(MAJOR) 37.95% มูลค่า 5,920.05 ล้านบาท แต่ยังรวยขึ้น 1,576.19 ล้านบาท หรือ 36.29%


          สำหรับนางนิจพร จรณะจิตต์ พี่สาวของ เปรมชัย กรรณสูต ยังรักษาอันดับ 7 ไว้ได้โดยถือหุ้นมูลค่า 5,405.28 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,413.06 ล้านบาท หรือ 35.40%ประกอบด้วยหุ้น ITD 11.03%มูลค่า 3,516.17 ล้านบาท OHTL 21.91% มูลค่า 1,822.86 ล้านบาท และ บมจ.โพส พับบลิชชิ่ง (POST) 2.52% มูลค่า 66.26 ล้านบาท


          ขณะที่นายประวิทย์ มาลีนนท์ แห่งช่อง 3 ที่ยังครองอันดับ 8 ในปีนี้ โดยรวยเพิ่มขึ้น1,416.08 ล้านบาท หรือ 36.47% โดยถือหุ้น บมจ.บีอีซี เวิลด์ (BEC) 11.42% รวมมูลค่า 5,298.88 ล้านบาท


          นอกจากนี้นักลงทุนรายใหญ่อย่างนายนิติ โอสถานุเคราะห์ ทายาทนายสุรัตน์ โอสถานุเคราะห์ แห่งโอสถสภา ก้าวขึ้นจากอันดับ 10 มาอยู่ในอันดับ 9 โดยปีนี้ได้ลงทุนในหุ้นทั้งหมด 19 บริษัท รวมมูลค่าหุ้นที่ถือครองทั้งสิ้น 5,274.18 ล้านบาท รวยขึ้น 2,328.97ล้านบาท หรือ 79.08% เนื่องจากหุ้นที่ถือเกือบทั้งหมดปรับตัวสูงขึ้นในปีที่ผ่านมา


          ขณะเดียวกันนายวิกรม กรมดิษฐ์ กรรมการผู้จัดการ บมจ.อมตะ คอร์ปอเรชั่น(AMATA)ปีนี้ตกจากอันดับ 9 มาอยู่อันดับ 10 แต่ยังรวยขึ้น 802.21 ล้านบาทหรือ 26.36% จากการถือหุ้น AMATA 22.96% มูลค่า 3,773.15 ล้านบาท และ บมจ.เหมราชพัฒนาที่ดิน(HEMRAJ) 0.58% มูลค่า 71.86 ล้านบาท รวมมูลค่าหุ้นที่ถือครองทั้งสิ้น 3,845.02ล้านบาท


          สำหรับตระกูลมาลีนนท์ เจ้าของไทยทีวีสีช่อง 3 ยังคงเป็นแชมป์ตระกูลเศรษฐีหุ้นไทยอีกครั้งในปีนี้ โดย 7 เครือญาติในตระกูลมาลีนนท์ อันได้แก่ ประวิทย์ ประชุม รัตนาประสาร นิภา แคททลีน และ เทรซีแอนน์ มาลีนนท์ ถือหุ้น บมจ.บีอีซี เวิลด์ (BEC) บมจ.ศิครินทร์ (SKR) และ บมจ.ซีวีดี เอ็นเตอร์เทนเมนท์ (CVD) รวมมูลค่า 26,472.16ล้านบาท รวยเพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 7,046.68 ล้านบาท หรือ 36.28%


          ขณะที่อันดับ 2 และ 3 สลับตำแหน่งกันเล็กน้อย โดยตระกูลอัศวโภคิน ก้าวขึ้นจากอันดับ 3 เมื่อปีที่แล้วมาอยู่อันดับ 2 รวยเพิ่มขึ้น 1,964.28 ล้านบาท หรือ 12.37% จากการถือหุ้น บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH) & บมจ.แมนดาริน โฮเต็ล (MANRIN) ของอนันต์ อัศวโภคิน และ 3 ทายาท อาชวิณ-อาชนัน-อลิสา อัศวโภคิน ที่ถือหุ้น บมจ.ควอลิตี้เฮ้าส์ (QH) ในสัดส่วนที่เท่ากัน 2.07% ทำให้รวยคนละ 265.28 ล้านบาท รวมทั้งอนุพงษ์ อัศวโภคิน น้องชาย ที่ถือหุ้นใน บมจ.เอพี พร๊อพเพอร์ตี้ (AP) และ MANRINมูลค่า 3,703.70 ล้านบาท รวมมูลค่าหุ้นที่ตระกูลอัศวโภคินถือครองทั้งสิ้น 17,840.87ล้านบาท


          ส่วนตระกูลจิราธิวัฒน์ แห่งเซ็นทรัล ซึ่งมีเครือญาติในตระกูลที่ติดอันดับเศรษฐีหุ้นมากที่สุดถึง 17 คน ตกจากอันดับ 2 เมื่อปีที่แล้วมาอยู่ในอันดับ 3 โดยถือหุ้นรวมมูลค่า 16,091.35 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 96.88 ล้านบาท หรือ 0.61% โดยหุ้นที่กลุ่มจิราธิวัฒน์ถือส่วนใหญ่ จะเป็นหุ้นของธุรกิจในตระกูล เช่น บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา (CPN), บมจ.โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา (CENTEL), บมจ.บิ๊กซีซูเปอร์เซ็นเตอร์ (BIGC), บมจ.เอบิโก้โฮลดิ้ง (ABICO)และ บมจ.ธนมิตร แฟคตอริ่ง (DM)


          อันดับ 4 ยังเป็นของตระกูล วิจิตรพงศ์พันธุ์ เจ้าของโครงการหมู่บ้านจัดสรรแบรนด์พฤกษา ซึ่งนอกจาก ทองมา วิจิตรพงศ์พันธ์ แล้วยังมี ภรรยา ทิพย์สุดา และลูกสาว มาลินี-ชัญญา ที่ถือหุ้น บมจ.พฤกษา (PS) ในสัดส่วนที่เท่ากัน คือ 3.91% รวยคนละ 701.25ล้านบาท ติดอันดับ 127 เศรษฐีหุ้นไทยในปีนี้ รวมแล้วตระกูลวิจิตรพงศ์พันธ์รวย 13,257.70ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,739.12 ล้านบาท หรือ 26.04%


          และอันดับ 5 ได้แก่ ตระกูล ปราสาททองโอสถ ซึ่งก้าวขึ้นจากอันดับ 9 เมื่อปีที่แล้วด้วยมูลค่า หุ้นรวม 7,817.63 ล้านบาท จากการถือครองหุ้นของ นายแพทย์ปราเสริฐ และปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ ใน 3 โรงพยาบาลชื่อดัง อย่าง บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ(BGH) โรงพยาบาลนนทเวช (NTV) และ บมจ.โรงพยาบาลรามคำแหง (RAM) ซึ่งปีที่ผ่านมาราคาหุ้นของทั้ง 3 โรงพยาบาล ได้ปรับตัวสูงขึ้นมาก ส่งผลให้ตระกูลปราสาททองโอสถ รวยขึ้นถึง 2,718.61 ล้านบาท หรือ 53.32%


          ตารางแสดงอันดับแชมป์เศรษฐีหุ้นไทยปี 2550อันดับ ชื่อ-สกุล มูลค่าหุ้น (ล้านบาท)1. นายอนันต์ อัศวโภคิน 13,230.232. นายทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ 11,153.953. นายเปรมชัย กรรณสูต 6,369.734. นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ 6,278.995. นายวรเจตน์ อินทาระ 6,172.136. นายวิชา พูลวรลักษณ์ 5,920.057. นางนิจพร จรณะจิตต์ 5,405.288. นายประวิทย์ มาลีนนท์ 5,298.889. นายนิติ โอสถานุเคราะห์ 5,274.1810. นายวิกรม กรมดิษฐ์ 3,845.02

ข่าวหุ้น

เข้าชม: 567

 
 

Copy Right © 2009-2012 © Thaihoon.Com