June 9, 2026   11:34:37 AM ICT
เว็บบอร์ด > ห้องข่าว > กูรูฟันธง!! เฟดคงมาตรการ QE
 

thaihoon
สมาชิก

จังหวัด: กรุงเทพมหานคร
โพสต์: 14,583
วันที่: 18/06/2013 @ 09:09:11
คุณชอบกระทู้นี้หรือไม่

ผลการโหวต
ชอบ
0.00%
0 คน

ไม่ชอบ
0.00%
0 คน

ตลาดการเงินคาด "เฟด" ส่งสัญญาณคงมาตรการ QE ในการประชุม 18-19 มิ.ย.นี้ ระบุอาจลดการปั๊มเงินกระตุ้นเศรษฐกิจเร็วสุดช่วงปลายปีนี้ หรืออย่างช้าต้นปีหน้า ชี้ส่งผลบวกต่อตลาดหุ้น เหตุทุนต่างชาติยังไม่ไหลกลับ ด้าน ธปท.ออกโรงพร้อมรับมือหากเฟดถอน QE ระบุกรณีเลวร้ายสุดต่างชาติถอนทุนออกหมด ก็ไม่กระทบตลาดการเงินไทย เหตุมีทุนสำรองแข็งแกร่ง ขณะที่ ตลท.ประกาศรายชื่อหุ้นที่จะนำมาคำนวณดัชนี SET50-SET100- FTSE

*** ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดเฟดคงมาตรการ QE ที่ 85 พันล้านดอลล์/เดือน
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า เฟดยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายและมาตรการซื้อสินทรัพย์ที่ระดับ 85 พันล้านดอลลาร์ฯ/เดือนอย่างต่อเนื่องในการประชุมวันที่ 18-19 มิถุนายน 2556 นี้ อย่างไรก็ตาม เฟดกำลังเผชิญกับความท้าทายเชิงนโยบาย ท่ามกลางต้นทุนและความเสี่ยงของการดำเนินมาตรการผ่อนคลายทางการเงินที่เพิ่มขึ้น ดังนั้น การตัดสินใจเชิงนโยบายของเฟดจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้มั่นใจว่าเหมาะสมกับเงื่อนไขเศรษฐกิจในช่วงนั้นๆ โดยท่ามกลางแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ คาดว่าเฟดน่าจะคงขนาดการซื้อสินทรัพย์เพื่อรักษาความต่อเนื่องของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอีกสักระยะ ก่อนจะพิจารณาปรับลดขนาดการซื้อสินทรัพย์ลง เพื่อลดแรงเสียดทานความเสี่ยงของภาวะฟองสบู่ในสินทรัพย์
ทั้งนี้ การคาดการณ์ถึงการปรับลดการซื้อพันธบัตรของเฟด อาจสร้างแรงกดดันให้มีเงินทุนไหลกลับเข้าสู่สหรัฐฯ มากขึ้น ซึ่งคงจะสร้างความผันผวนของกระแสเงินทุนรอบใหม่ รวมทั้งความผันผวนของค่าเงินในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ รวมทั้งประเทศไทยด้วย
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า การดำเนินมาตรการซื้อสินทรัพย์ดังกล่าวของสหรัฐฯ หากกระทำอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ก็นำมาซึ่งต้นทุนความเสี่ยงในมิติของเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อในระยะข้างหน้าที่อาจจะปรับตัวเร่งสูงขึ้นจนยากที่จะควบ
คุม รวมไปถึงความเสี่ยงจากฟองสบู่ราคาสินทรัพย์ที่ก่อตัวขึ้น ท่ามกลางอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำอย่างยาวนาน
ดังนั้น เฟดจึงได้ทยอยส่งสัญญาณถึงการปรับลดขนาดการซื้อสินทรัพย์ เพื่อให้ตลาดค่อยๆ ปรับตัว ก่อนที่จะทำการยุติมาตรการการเข้าซื้อสินทรัพย์ และทยอยปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้เข้าสู่ระดับปกติ ขณะที่เฟดคงจะปล่อยให้สินทรัพย์ต่างๆ ที่ถือไว้ในงบดุลค่อยๆ ทยอยครบกำหนดอายุลง
อย่างไรก็ตาม ด้วยปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่ไม่สามารถควบคุมได้ จังหวะเวลาในการปรับลดขนาดการซื้อสินทรัพย์ จึงเป็นความท้าทายเชิงนโยบายที่เฟดจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

*** ทรีนีตี้ คาดเฟดลดขนาด QE เร็วสุด ก.ย.หรือ ธ.ค.นี้
นายวิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ในสัปดาห์ที่ผ่านมานักลงทุนทั่วโลกได้ปรับพอร์ตการลงทุนโดยการขายสินทรัพย์ในตลาดเกิดใหม่เกือบ 9 พันล้านเหรียญสหรัฐ ถือเป็นการขายที่มากที่สุดอันดับ 3 ในรอบ 12 ปี ซึ่งเป็นผลมาจาก 3 ปัจจัย คือ
1) การส่งสัญญาณการลดขนาดการซื้อสินทรัพย์ลงของธนาคารกลางสหรัฐ ซึ่งส่งผลกระทบต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ (Bond Yield) 2) การที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นไม่ยืดนโยบายเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำในการซื้อสินทรัพย์แก่สถาบันการเงิน (Fixed Rate Operation) ซึ่งส่งผลต่ออัตราแลกเปลี่ยนทำให้ค่าเงินเยนแข็งขึ้น และ3) การเกิดบอนด์ช็อค
ทั้งนี้ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด คาดว่าการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของประเทศสหรัฐฯ (Fed)ในวันที่ 18-19 มิถุนายนนี้ จะส่งนัยเรื่องเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจ โดยคาดการณ์การลดขนาดการซื้อสินทรัพย์เป็น 3 กรณี คือ
1) ลดขนาดการซื้อสินทรัพย์ลงในเดือนกันยายนหรือธันวาคม อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ (Bond Yield) 10 ปี จะเท่ากับ 2.0 - 2.2% ส่งผลให้หุ้นแกว่งออกด้านข้าง และให้รอปัจจัยใหม่
2) ลดขนาดการซื้อสินทรัพย์ในเดือนมิถุนายน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ (Bond Yield) 10 ปีจะเท่ากับ 2.5% ส่งผลให้หุ้นจะถูกขายทำกำไรต่อเนื่อง และมีการปรับฐานขึ้นแรง
3) ลดขนาดการซื้อสินทรัพย์ลงปีหน้า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ (Bond Yield) ปรับตัวลดลงสู่ 1.6 - 1.8% ส่งผลให้หุ้นปรับตัวขึ้น (Rally) และกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์จะโดดเด่น
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ากรณีที่ 1 และกรณี 3 น่าจะมีความเป็นไปได้มากที่สุด เพราะถึงแม้อาจจะลดการออกมาตรการเชิงปริมาณ (QE) ออกมาแต่ยังคงมีมาตรการอื่น เช่น การลดดอกเบี้ยบนทุนสำรองส่วนเกิน (Interest on Excess Reserve) และการกำหนดผลตอบแทน (Yield) ขั้นต่ำ ซึ่งสองมาตรการนี้อาจจะมีประสิทธิภาพ และผลข้างเคียงมากกว่ามาตรการเชิงปริมาณ (QE)

*** ทรีนีตี้มอง SET INDEX บริเวณ 1,380 จุด เริ่มจูงใจดูดเงินต่างชาติไหลกลับ
นายวิศิษฐ์ กล่าวต่อว่า เชื่อว่า SET Index มีความยืดหยุ่นต่อแรงขายของนักลงทุนต่างประเทศค่อนข้างมาก เนื่องจากเม็ดเงินของนักลงทุนต่างประเทศในตลาดพันธบัตรและหุ้นมีแค่ 11,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่ไหลเข้าตลาดหุ้นไทยหลังจากวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ค.ศ. 2009 (เมื่อวัดจากดุลบัญชีทุนหรือ Capital Account และการเปลี่ยนแปลงของทุนสำรองของธนาคารแห่งประเทศไทยสุทธิจากดุลบัญชีเดินสะพัดและการลงทุนทางตรง)
การที่จะทำให้ SET Index ทำNew High ได้ต้องมีปัจจัยดังนี้ 1) อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ (Bond Yield) อยู่ในระดับที่เหมาะสม คือ 1.8 – 2.0% ทำให้การเคลื่อนย้ายเงินทุน (Fund Flow) ไหลเข้าตลาดตราสารหนี้ของตลาดเกิดใหม่
2) การประสบความสำเร็จของมาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจของญี่ปุ่นผ่านมาตรการเชิงปริมาณ (QE) และการกระตุ้นการลงทุนผ่านการปฏิรูปภาษีหรือ Abenomis คือ ทำให้เม็ดเงินของภาคครัวเรือน และภาคเอกชนของประเทศญี่ปุ่นที่มีอยู่ประมาณ 73 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ออกมาลงทุนประมาณ 10% ของการเปลี่ยนแปลงพอร์ทโฟลิโอมาสู่สินทรัพย์อื่นที่ไม่ใช่เงินสดถือเป็นการเคลื่อนย้ายเงินทุน (Fund Flow) ที่มาก
3) การเติบโตของบริษัทจดทะเบียนที่ระดับ 23% และ 4) การปรับลดภาษีนิติบุคคลธรรมดา และการปรับลดภาษีบุคคลธรรมดาเพื่อเพิ่มการบริโภค
อย่างไรก็ตาม “ทรีนีตี้” มองว่า SET Index ที่ระดับ 1,380 จุด เป็นระดับที่จูงใจให้การเคลื่อนย้ายเงินทุน (Fund Flow) ระยะยาวไหลเข้า เนื่องจาก Earning Yield Gap (ผลตอบแทนหุ้นเมื่อเทียบกับผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ) เริ่มมีความน่าสนใจมาก ดังนั้นในระยะสั้น จึงแนะนำให้นักลงทุนติดตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ และอัตราแลกเปลี่ยนเยนต่อดอลล่าร์ที่มีผลต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุน (Fund Flow) อย่างมาก

*** ตลาดส่วนใหญ่คาดการณ์สหรัฐฯ จะถอน QE ปลายปีนี้
ด้านบทวิเคราะห์ บล.ฟินันเซียไซรัส ระบุว่า ตลาดจับตาการประชุม Fed ในวันที่ 18-19 มิ.ย.นี้ เพราะการประชุมครั้งนี้เป็นที่จับตาของนักลงทุนทั่วโลกว่าจะส่งสัญญาณการถอน QE เมื่อไร และทิศทางเศรษฐกิจและตลาดแรงงานเป็นอย่างไร เมื่อดูจาก Bond yield ของสหรัฐฯ ที่ปรับตัวขึ้นตั้งแต่มีข่าวยกเลิก QE จากต่ำกว่า 2% เป็น 2.2% ในปัจจุบัน สะท้อนว่าตลาดได้คาดการณ์เรื่องการถอน QE ปลายปีนี้แล้ว
ดังนั้น หาก Fed ยืนยันลด QE จริง เชื่อว่ากระทบตลาดหุ้นจำกัดเพราะสะท้อนไปมากแล้ว แต่ถ้า Fed ยืนยันยังคง QE ต่อไป ตลาดน่าจะปรับขึ้นได้ ดังนั้น ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร เราเชื่อว่าบรรยากาศการลงทุนจะผ่อนคลายขึ้น

*** ธปท.พร้อมรับมือ หากเฟดยกเลิกมาตรการปั๊มเงิน
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ในกรณีที่หากทางการสหรัฐฯ ยกเลิกการดำเนินนโยบาย QEจริง จะไม่ส่งผลกระทบต่อสภาพตลาดโดยรวมของตลาดการเงินไทย เนื่องจากการดำเนินงานนโยบายการเงินของไทยในช่วงที่ผ่านมา เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆไว้ระดับหนึ่งแล้ว โดยเฉพาะการรักษาดุลยภาพ ต่อตลาดการเงินทั่วโลก การไม่ก่อหนี้ต่างประเทศมากเกินไป รวมถึงการดูแลเงินทุนสำรองไว้ในระดับที่เหมาะสม ประกอบกับการดำเนินนโยบายดอกเบี้ยยังคงเป็นไปอย่างระมัดระวัง
ทั้งนี้ หากในกรณีที่นักลงทุนต่างชาติตัดสินใจดึงเงินลงทุนกลับอย่างมาก เชื่อว่าจะไม่ส่งผลต่อเสถียรภาพการเงินรวมทั้งสภาพคล่องของประเทศ เนื่องจากปัจจุบันมูลค่าที่นักลงทุนต่างชาตินำเงินเข้ามาลงทุนในตลาดพันธบัตรทั้งรัฐบาลและธปท. รวมกันประมาณ 8 แสนล้านบาทหรือคิดเป็น 30,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเทียบกับจำนวนพันธบัตรทั้งหมดคิดเป็นเพียง 12% เท่านั้นซึ่งในช่วงที่ผ่านมามีการขายพันธบัตรออกบางส่วนก็ไม่ได้กระทบต่อสัดส่วนดังกล่าวมากนัก โดยลดลงมาอยู่ที่ 11%

*** ฝรั่งขนเงินกลับไม่สะเทือน
ผู้ว่า ธปท.กล่าวต่อว่า ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด หากมีการดึงเงินกลับเต็มจำนวนก็ถือว่ายังสามารถรองรับได้ เนื่องจากจำนวนเงินสำรองระหว่างประเทศขณะนี้สูงถึง 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้สภาพคล่องของตลาดการเงินไทยยังมีมากพอ โดยล่าสุดสภาพคล่องคงค้าง ณ ปัจจุบันอยู่ที่ 4.7 ล้านล้านบาท ลดลงจากเดิมเล็กน้อย ที่อยู่ที่ 4.9-5 ล้านล้านบาท
' คงไม่ถึงกับสร้างปัญหาใหญ่ เงินที่ไหลเข้ามาจำนวนหนึ่งเรามีตลาดการเงิน เช่น พันธบัตรรองรับอยู่ ซึ่งมีขนาดใหญ่พอประมาณ เงินที่เข้ามาลงทุนในพันธบัตรของนักลงทุนต่างชาติ ถ้าเทียบกับสัดส่วนก็จะประมาณ 12% ของพันธบัตรทั้งหมด ซึ่งลดลงมาตอนนี้เหลือ 11% ถือว่าไม่สูง และในบรรดา 8 แสนล้านบาท ถ้าเอามาคูณอัตราแลกเปลี่ยนที่ 30 บาทต่อดอลลาร์ ก็จะประมาณ 30,000 ล้านเหรียญ แต่หากเทียบกับเงินสำรองระหว่างประเทศของเรา 2 แสนล้านเหรียญฯ เราก็มีเงินสำรองเพียงพอ ซึ่งเขาก็คงขายออกไม่หมดอยู่แล้ว และอีกส่วนหนึ่งที่อยู่ในตลาดหุ้นบ้างแต่ก็น้อย เพราะเขาขายทำกำไรไปบางส่วนแล้ว และตลาดหุ้นมีกลไกปรับตัวอัตโนมัติในการซื้อขาย ส่วนการดูแลสภาพคล่องตัวนี้ไม่เป็นไร ที่ผ่านมา ธปท. ดูดซับไว้ก็ลดลงอัตโนมัติ แต่ธปท. ก็ดูแลให้พอเหมาะกับธุรกรรม ซึ่งกลับเป็นผลดีว่าภาระของธปท.ก็ลดลง ' นายประสาร กล่าว
อย่างไรก็ดี ธปท.ยังคงยืนยันที่จะดูแลการเคลื่อนไหวของตลาดการเงินอย่างต่อเนื่อง โดยยึดหลักดุลยภาพของเศรษฐกิจไทยเป็นสำคัญ และติดตามการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยรอบด้านอย่างใกล้ชิด และระมัดระวังในการดำเนินนโยบายการเงินท่ามกลางความไม่แน่นอน ขณะเดียวกันรักษาความมั่นคงและความน่าเชื่อถือของการดำเนินนโยบายในสายตานักลงทุนต่างชาติ

*** CENTEL-CK-GLOBAL ถูกนำเข้าคำนวณดัชนี SET50
นางเกศรา มัญชุศรี รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) เปิดเผยรายชื่อหลักทรัพย์ชุดใหม่ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะใช้ในการคำนวณดัชนี SET50 SET100 และ SETHDในช่วง 6 เดือนหลังของปี 2556 โดยเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม - 31 ธันวาคม 2556
การคัดเลือกหลักทรัพย์สำหรับดัชนี SET50 ในครั้งนี้ มีหลักทรัพย์ที่ได้รับคัดเลือกเข้ามาใหม่ 3 หลักทรัพย์ คือ บมจ.โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา (CENTEL) บมจ. ช.การช่าง (CK) และ บมจ. สยามโกลอลเฮ้าส์(GLOBAL)
ทั้งนี้ หลักทรัพย์ที่เป็นองค์ประกอบของดัชนี SET50 มีมูลค่าตามราคาตลาดรวม ณ สิ้นเดือน พ.ค.2556 ทั้งสิ้น 9,990,681 ล้านบาท คิดเป็น 74.38% ของมูลค่าตามราคาตลาดของหลักทรัพย์ทั้งหมดเมื่อเทียบกับมูลค่าตามราคาตลาดของดัชนี SET50 ช่วงปลายปีที่ผ่านมาพบว่า เพิ่มขึ้น 16.53%

*** ดัชนี SET100 มีหุ้นเข้าคำนวณใหม่ 11 บริษัท
ส่วนดัชนี SET100 มีหลักทรัพย์ใหม่ 11 หลักทรัพย์ ได้แก่ บมจ. เด็มโก้ (DEMCO), บมจ. แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ (GOLD), บมจ. เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ (KCE), บมจ. เอ็ม บี เค (MBK), บมจ.อสมท (MCOT), บมจ. เอ็ม ดี เอ็กซ์ (MDX), บมจ. อาร์เอส (RS), บมจ. ศรีราชาคอนสตรัคชั่น (SRICHA), บมจ.ยูนิ เวนเจอร์ (UV), บมจ. วี จี ไอ โกลบอล มีเดีย (VGI) และ บมจ. ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น (WHA)โดยหลักทรัพย์ในดัชนี SET100 มีมูลค่าตามราคาตลาดรวม ณ สิ้นเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา เท่ากับ 11,115,832ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.17% จากช่วงปลายปี และคิดเป็น 82.76% ของมูลค่าตามราคาตลาดของหลักทรัพย์ทั้งหมด

*** ดัชนี SETHD มีหุ้นเข้าคำนวณใหม่ 7 บริษัท
สำหรับดัชนี SET High Dividend (SETHD) มีหลักทรัพย์เข้าใหม่จำนวน 7 หลักทรัพย์ คือ บมจ. เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (DELTA), บมจ. เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ (KCE), บมจ. ธนาคารกรุงไทย (KTB), บมจ. เอ็ม บี เค(MBK), บมจ. ควอลิตี้เฮ้าส์ (QH), บมจ. ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) และ บมจ. ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์(TUF) โดยกลุ่มหลักทรัพย์ของทั้ง 30 บริษัทที่ใช้คำนวณดัชนี SETHD รอบนี้มีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลเฉลี่ยสูงถึง 3.35% ในขณะที่อัตราผลตอบแทนเงินปันผลของตลาดหลักทรัพย์ฯโดยรวมเท่ากับ 2.61%
ณ สิ้นเดือน พ.ค. 2556 ซึ่งเป็นวันทำการสุดท้ายของการนำข้อมูลมาใช้ในการทบทวนดัชนีในรอบนี้ ดัชนี SET Index ปิดที่ 1,562.07 จุด และมีมูลค่าตามราคาตลาดเท่ากับ 13,432,162 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.10%จากรอบการทบทวนดัชนีที่ผ่านมา

*** MAKRO-TRUE ถูกนำคำนวณดัชนี FTSE ส่วน IRPC-TUF ถูกคัดออก มีผล 24 มิ.ย.นี้
นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และฟุตซี่ กรุ๊ป (FTSE) ผู้จัดทำดัชนีระดับสากล ประกาศผลการทบทวนรายชื่อหลักทรัพย์ชุดใหม่ที่ใช้ในการคำนวณ FTSE SET Index Series สำหรับรอบครึ่งหลังของปี 2556
โดย บมจ. สยามแม็คโคร (MAKRO) และ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) เป็นหลักทรัพย์ใหม่ที่เข้ารวมคำนวณในดัชนี FTSE SET Large Cap แทนที่ บมจ. ไออาร์พีซี(IRPC) และ บมจ. ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ (TUF) มีผลตั้งแต่ 24 มิถุนายน 2556 เป็นต้นไป
การทบทวนหลักทรัพย์ที่ใช้ในการคำนวณดัชนีชุด FTSE SET Index Series จัดทำขึ้นปีละ 2 ครั้ง โดยคณะกรรมการที่ปรึกษาการคำนวณดัชนี FTSE SET (FTSE SET Advisory Committee) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในตลาดทุนทั้งระดับ ประเทศและสากล โดยได้มีการทบทวนการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างที่มีต่อดัชนี เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าได้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์พื้นฐานที่เปิดเผยต่อสาธารณชนและโปร่งใส



 กลับขึ้นบน

 
 

Copy Right © 2009-2012 © Thaihoon.Com