June 9, 2026   11:33:57 AM ICT
เว็บบอร์ด > ห้องข่าว > หั่นเป้าดัชนีสิ้นปีเหลือ 1550 จุด
 

thaihoon
สมาชิก

จังหวัด: กรุงเทพมหานคร
โพสต์: 14,583
วันที่: 17/06/2013 @ 09:43:01
คุณชอบกระทู้นี้หรือไม่

ผลการโหวต
ชอบ
0.00%
0 คน

ไม่ชอบ
0.00%
0 คน

บล.ทิสโก้ หั่นเป้า SET Index สิ้นปีนี้ลง 6% จาก 1650 จุด เหลือ 1550 จุด หลังสหรัฐฯชะลอ QE ฉุดสภาพคล่องในตลาดฯน้อยลง ชี้ บริเวณ 1360-1365 จุดลงมาน่าทยอยสะสมรอบใหม่ ด้าน"ฟินันเซียไซรัส" เชื่อหุ้นไทยฟื้นตัวหลังประชุมเฟดวันที่ 18-19 มิ.ย. นี้ ขณะที่ "เคจีไอ" แนะลงทุน ADVANC- BAY- CK-SIRI-TASCO ระบุ งบดี-ปันผลแจ่ม "จรัมพร" ฟุ้งความสามารถทำกำไรของ บจ.ไทยยังสดใส เตรียมเพิ่มเป้าระดมทุนผ่าน IPO กลางปีนี้

*โบรกฯ ปรับเป้า SET Index สิ้นปีนี้ลงเหลือ 1550 จุด

บทวิเคราะห์ บล.ทิสโก้ ระบุว่า ความกังวลเกี่ยวกับการถอน/ลดขนาดมาตรการ QE ที่น่าจะเกิดขึ้นในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้า และความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ ส่งผลให้ต่างชาติมีการดึงเงินทุนออกจากสินทรัพย์เสี่ยงสูง (หุ้น) สู่สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงน้อย (ตลาดเงิน) แม้เรามองอยู่แล้วว่า ตลาดหุ้นไทยเดือน มิ.ย. อยู่ในช่วงขาลง แต่ในช่วงเวลาไม่ถึง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา SET Index ร่วงลงเร็วและแรงกว่าที่เราประเมินไว้ โดยหลุดระดับ 1500 จุดอย่างง่ายดาย อย่างไรก็ดี ตามการวิเคราะห์ของเรามองราคาหุ้นไทยในปัจจุบันสะท้อนความกังวลเกี่ยวกับการชะลอมาตรการ QE ไปแล้วกว่า 70%
จากการประเมินความเสี่ยงขาลงของ SET Index ของเราทั้ง 3 วิธี คือ (1) อิงจากค่า Forward PER ช่วงก่อนเริ่ม QE3 (QE3 ออกเมื่อวันที่ 12 ก.ย. 55) (2) ต้นทุน SET Index ของนักลงทุนต่างชาติที่ซื้อรอบล่าสุด (21 พ.ย. 55 – 4 ก.พ. 56) และ (3) การหาค่าคิดลด (Implied Discount Rate) ตามแบบจำลอง DDM และตามราคาตลาด เรามอง SET Index ที่บริเวณ 1360-65 จุดลงมา เป็นจุดเริ่มต้นทยอยสะสมรอบใหม่
นอกจากนี้ เรามีการปรับเป้า SET Index สิ้นปีนี้ลงเป็น 1550 จุด หลังจากที่ขึ้นชนเป้า SET Index สิ้นปีนี้เดิมของเราที่ 1650 จุดในช่วงกลางเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา จาก (1) สภาพคล่องในตลาดที่หดลงจากเม็ดเงินไหลเข้าในตลาดพันธบัตรที่น้อยลง ตามโอกาสการถอน/ลดขนาด QE ของสหรัฐฯ (2) ผลกระทบจาก yield พันธบัตรสหรัฐฯ ที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นตัวแทนของอัตราดอกเบี้ยที่ไร้ความเสี่ยง (Risk-free Rate) ที่มีผลต่ออัตราคิดลด (Discount Rate) และการประเมินมูลค่าเหมาะสม (3) แรงกดดันต่อการปรับ PER ที่เหมาะสมลง (De-rate) จากแนวโน้มการเติบโตของกำไรในปี 57F ที่ชะลอตัวลง โดยเป้าหมาย SET Index สิ้นปีนี้ของเราที่ 1550 จุด จะคิดเป็น Forward PER 12.9 เท่าปี 57F ซึ่งยังคิดเป็น +1SD จากค่าเฉลี่ย Forward PER ในอดีต

* ชี้ บริเวณ 1360-1,365 จุด เริ่มทยอยสะสมลงทุนรอบใหม่

บทวิเคราะห์ บล.ทิสโก้ ระบุว่า ระดับ SET Index ที่น่าเริ่มต้นกลับมาทยอยสะสมรอบใหม่อยู่แถวบริเวณ 1360-65 จุดลงมา คิดเป็น downside จากปัจจบันอีกราว 5% สำหรับการลงทุนเพื่อการเทรดดิ้งระยะสั้น แนะนำเฉพาะนักลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงสูงได้ในช่วงตลาดผันผวน โดยรอเสี่ยงซื้อช่วง SET Index อ่อนตัวต่ำกว่า 1400 จุดลงมา ประเด็นหุ้นน่าสนใจระยะสั้น (1) หุ้นใหม่ที่คาดว่าจะเข้า SET50 (ชอบ CENTEL, CK) เนื่องจากคาดว่า ตลท.จะประกาศรายชื่อ SET50 รอบ 2H56 ในช่วง 1-2 วันนี้ (13-14 มิ.ย.) (2) หุ้นพื้นฐานไม่เปลี่ยน แต่ราคาลงหนัก กำไร 2Q56F ดี มีโอกาสรีบาวด์สูง จับตา ASP, JAS, CPN, PYLON (3) เงินบาทที่อ่อนค่ามากในปัจจุบันยังเป็นผลดีต่อหุ้นส่งออก แนะนำ DELTA, KCE, CPF สำหรับการลงทุนระยะกลาง-ยาว เริ่มต้นทยอยซื้อสะสมรอบใหม่ที่บริเวณ 1360-65 จุด ชอบ ADVANC, INTUCH, SCB, TCAP, BGH, LH, QH, AOT, TOP, STEC
ทั้งนี้ SET Index เริ่มเป็นขาลงนับตั้งแต่ขึ้นแตะระดับสูงสุดรอบ 19 ปี ที่ 1649 จุดเมื่อช่วงกลางเดือนที่แล้ว (21 พ.ค.) โดยปรับตัวลงต่อเนื่องมา 3 สัปดาห์แล้ว ผลสืบเนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับการถอน/ลดขนาดมาตรการ QE ลงในไม่ช่วง 2-3 เดือนข้างหน้า และนักลงทุนแห่ทยอยปิดการทำ Yen / US$ Carry Trade เพื่อดึงเงินทุนกลับ หลังอัตราผลตอบแทนในตลาดพันธบัตรญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น จากการประเมินของเรา หากนักลงทุนกังวลเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายเงินทุนกลับ ราคาหุ้นไทยในขณะนี้น่าจะซึบซับปัจจัยนี้มาพอสมควรแล้วราว 70% โดย SET Index ปัจจุบันคิดเป็น Forward PER ที่ 11.7 เท่าปี 57F (หรือ 12.7 เท่าปี 56F) ลดลงจากที่ขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ 13.4 เท่าเมื่อช่วงกลางเดือนที่แล้ว (หรือ 14.6 เท่าปี 56F) โดยหาก SET Index กลับไปซื้อขายที่ Forward PER เฉลี่ย 3 เดือนก่อนมาตรการ QE3 จะออกในเดือน ก.ย. 55 ที่ 10.9 เท่า (หรือ 12.3 เท่าในปี 56F) จะคิดเป็นระดับ SET Index เฉลี่ยที่ประมาณ 1365 จุด ซึ่งเป็นระดับใกล้เคียงกับต้นทุน SET Index ของนักลงทุนต่างชาติที่ซื้อสุทธิสะสมรอบล่าสุด ระหว่างวันที่ 21 พ.ย. 55 – 4 ก.พ. 56 ที่เราคำนวณได้ที่ประมาณ 1360 จุด

*ฟินันเซียไซรัส หุ้นไทยฟื้นตัวหลังประชุมเฟดวันที่ 18-19 มิ.ย. นี้

บทวิเคราะห์ บล.ฟินันเซียไซรัส ระบุว่า การขายของต่างชาติไม่ได้เกิดจากปัจจัยพื้นฐาน การขายของต่างชาติในช่วง 3 เดือนนี้ (เม.ย. – 13 มิ.ย.) 5.76 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 75% ของที่ซื้อในปีก่อน ถือว่ามากผิดปกติ การขายไม่ได้เกิดจากพื้นฐานของบจ.ไทยที่แย่ลง ตรงกันข้าม กำไรของบจ.ดีขึ้นทั้งในแง่ปริมาณและคุณภาพ และไม่ได้เกิดจากการขนเงินกลับไปลงทุนในสหรัฐเพราะแม้เศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นแต่ยังไม่เข้าสู่ภาวะปกติ แต่เชื่อว่าเป็นการปรับพอร์ตเพื่อเตรียมพร้อมหากมาตการ QE ต้องยุติลง นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดอย่างเร็วสุดคือ ก.ย. นี้ การถอน QE เป็นสิ่งดีกับเศรษฐกิจในเอเชีย ราคาสินค้าโภคภัณฑ์จะกลับเข้าสู่สมดุล และลดความเสี่ยงต่อปัญหาเงินเฟ้อ SET ปัจจุบันที่ 1,403 จุด คิดเป็น Forward PE 12.8 เท่า ลดลงจาก 15.5 เท่าเมื่อต้นปี และกลับมาถูกกว่า PE เฉลี่ยในภูมิภาคที่ 13.7 เท่าอีกครั้ง เมื่อเทียบกับ EPS Growth ในปีนี้ที่คาด 26.4% คิดเป็น PEG 0.49 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาที่ 0.7 เท่า
เราเชื่อว่าตลาดจะฟื้นตัวได้หลังการประชุม Fed การซื้อก่อนการประชุมวันที่ 18-19 มิ.ย. จึงน่าจะเป็นกลยุทธ์ที่ดี เราแนะนำกลุ่มธนาคาร กลุ่ม ICT (3G) กลุ่มที่อยู่อาศัย เพราะกลุ่มธนาคารเป็นกลุ่มที่ถูกขายและถูก short sales มากที่สุด จนทำให้ PBV ลดลงเหลือ 1.7 เท่า ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยในรอบ 5 ปี แนะนำ KBANK, BBL, KTB ส่วนกลุ่ม ICT (3G) เราแนะนำเพียงซื้อเพื่อหวังรีบาวนด์ ยังไม่ใช่การลงทุน เพราะเราเชื่อว่าราคาหุ้นสะท้อน 3G ล่วงหน้ามากเกินไป แนะนำ ADVANC ส่วนกลุ่มที่อยู่อาศัยแนะนำ SIRI, QH

* เคจีไอ แนะลงทุนADVANC- BAY- CK-SIRI-TASCO ชี้งบดี-ปันผลแจ่ม

บทวิเคราะห์ บล.เคจีไอ ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยซื้อขายที่ PE เท่ากับตอนที่สหรัฐฯ ยุติมาตรการ QE2หลังจากตลาดหุ้นไทยร่วงหนัก 14.6% จากจุดสูงสุดเมื่อวันที่ 21 พ.ค. เราพบว่า SET Index ณ ปัจจุบัน (1,403.27 จุด) ซื้อขายที่ forward PE band 12.6เท่า ซึ่งระดับดังกล่าวนั้นถือว่ามีความน่าสนใจในเชิงพื้นฐาน เทียบกับแนวโน้มการเติบโตของกำไรสุทธิ บจ. ปีนี้ที่ 18% นอกจากนี้ค่า PE ดังกล่าวนั้นเทียบเท่ากับ PE ตลาดหุ้นไทยในช่วงที่สหรัฐฯ ยุติมาตรการ QE2 หรือหมายความว่านักลงทุนรับรู้ไป 100% แล้วว่าสหรัฐฯ จะยุติ QE3-3.5 ในเร็วๆนี้
แรงขายต่างชาติน่าจะเริ่มชะลอ หลังยอดซื้อสะสมจากปี 2555 เกือบจะหมดแล้วเราพบว่าสถานะสะสมของนักลงทุนต่างชาติจากต้นปี 2555 นั้น เหลืออยู่เพียง6 พันล้านบาท (ปรับยอด big lot ข้ามคืนแล้ว) เราจึงเชื่อว่าแรงกดดันจากนักลงทุนต่างชาติจะน้อยลงจากนี้ไป อย่างไรก็ดีในกรณีแย่ที่สุดซึ่งนักลงทุนต่างชาติขายหุ้นในเอเชียต่อเนื่อง ก็มีความเสี่ยงอยู่บ้างที่ต่างชาติจะขายเงินลงทุนที่มีมาก่อนหน้านั้น โดยหากดูในรูปที่ 4 จะพบว่ายอดซื้อสะสมของต่างชาติในตลาดหุ้นไทย หากนับจากปี 2553 นั้น ยังเหลืออยุ่ 2.7 พันล้านเหรียญฯ (8.1 หมื่นล้านบาท) อย่างไรก็ดีหากเปรียบเทียบกับยอดสะสมของตลาดหุ้นอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์นั้น พบว่า 2 ตลาดดังกล่าวยังมียอดสะสมของต่างชาติอยู่สูงกว่า 6 พันล้านเหรียญฯ ในแต่ละตลาด เราจึงเชื่อว่าตลาดหุ้นไทยไม่น่าจะเป็นเป้าหมายของการขายอย่างหนัก ในระยะถัดไป
แนะนำหุ้นเด่นสำหรับไตรมาส 3/2556: ADVANC*, BAY*, CK, SIRI และTASCOเรามีมุมมองว่าตลาดหุ้นน่าจะฟื้นตัวได้ในไตรมาส 3/56 และแนะนำซื้อหุ้นที่มีประเด็นสนับสนุน เช่นแนวโน้มผลประกอบการที่จะรายงานออกมาดี มีระดับราคาหุ้นที่ต่ำหลังร่วงแรง และ/หรือมีเงินปันผลตอบแทนที่น่าสนใจ เราเลือกหุ้น 5 ตัว เพื่อลงทุนในช่วงไตรมาสที่ 3/2556 ได้แก่ ADVANC*, BAY*, CK,SIRI และ TASCO

* "จรัมพร" ฟุ้งความสามารถทำกำไรของ บจ.ไทยยังสดใส

นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยถึงกรณี ดัชนีหุ้นไทย (14 มิ.ย.) มีการปรับตัวขึ้น ว่า เป็นการรีบาวน์หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีการปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งนี้มองว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้หุ้นไทยกลับมารีบาวน์ได้นั้น เนื่องจากพื้นฐานของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่ยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ตลาดหุ้นไทยมี P/E ที่ ณ ปัจจุบันอยู่ที่ 12.8 ซึ่งถือเป็นระดับที่น่าสนใจเข้าลงทุน โดยในวันนี้มีแรงซื้อกลับเข้ามาอีกครั้ง ทำให้หุ้นไทยรีบาวน์ขึ้นได้
อย่างไรก็ตามยังต้องจับตาภาวะตลาดฯ อย่างใกล้ชิดว่าจะมีเงินทุนจากต่างประเทศไหลออกอีกหรือไม่ โดยนักลงทุนควรจะลงทุนโดยดูพื้นฐานของบจ. เป็นหลัก
สำหรับเหตุการณ์ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลดลงแรงในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมาจะไม่กระทบกับการระดมทุนของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่จะนำไอพีโอเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เนื่องจากมองว่าปัจจัยพื้นฐานต่างๆ และภาวะเศรษฐกิจไทยยังถือว่าดีอยู่ และระดับดัชนีฯ ที่ 1,440 จุด ก็นับว่าเป็นระดับที่สูงมากในรอบ 17-18 ปี มองว่าปีนี้เป็นปีที่ดีที่สุดในการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ โดยในปีนี้มีบริษัทเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ 11 บริษัท ยอดการระดมทุน 129,000 ล้านบาท ซึ่งยอดการระดมทุนถือว่าเกินเป้าหมายแล้ว จากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ว่าในปีนี้จะมีบริษัทเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดฯ 30 บริษัท และยอดการระดมทุนที่ 120,000 ล้านบาท โดยในกลางปีนี้ตลท. จะมีการทบทวนเพิ่มเป้าหมายต่างๆ อีกครั้งหนึ่งทั้งในส่วนของยอดการเข้าระดมทุน และวอลุ่มการซื้อขาย

* ดัชนีรีบาวน์แรง 62 จุด -ฝรั่งซื้อเล็กน้อย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภาวะการลงทุนตลาดหุ้นไทยเมื่อวันศุกร์(14 มิ.ย.)ที่ผ่านมา ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นแรงตั้งแต่เปิดตลาด หลังก่อนหน้านี้ตลาดปรับตัวลดลงแรงร่วม 300 จุด โดยการปรับขึ้นของดัชนีรอบนี้เป็นผลจากการเข้ามาซื้อหุ้นของกองทุนในประเทศ โดยเฉพาะกองทุนประเภททริกเกอร์ฟันด์ที่ปิดการขายไปก่อนหน้านี้ โดยดัชนีหุ้นไทยปิดตลาดที่ระดับ 1,465.27 จุด เพิ่มขึ้น 62 จุด หรือ 4.42% มีมูลค่าการซื้อขาย 63,895.56 ล้านบาท นักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิ 5,513.22 ล้านบาท บัญชีหลักทรัพย์ขายสุทธิ 2,542.07 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 147.67 ล้านบาท และนักลงทุนรายย่อยขายสุทธิ 3,118.82 ล้านบาท

 กลับขึ้นบน

 
 

Copy Right © 2009-2012 © Thaihoon.Com