thaihoon สมาชิก
 จังหวัด: กรุงเทพมหานคร โพสต์: 14,583 |  วันที่: 14/06/2013 @ 08:42:26 คุณชอบกระทู้นี้หรือไม่ ผลการโหวต ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เช้านี้ ณ เวลา 9.52 น. ค่าเงินบาทอยู่ที่ 31.08 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ขณะที่ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวลงแรง หลังตลาดเงิน-ตลาดทุนญี่ปุ่นผันผวนหนัก นักวิเคราะห์เชื่อแรงขายฝรั่งยังไม่หมด แต่เริ่มเห็นสัญญาณดีขึ้นในตลาดอนุพันธ์ หากกลับมามองพื้นฐาน หุ้นไทยเริ่มน่าสนใจจากระดับ Forward PER ปี 56 ที่ระดับ 13 เท่า แนวรับ 1400-1350 แข็งแกร่ง (PE 12 เท่า) เน้นหุ้นอัพไซด์-ปันผลสูง รอซื้อ 9 หุ้นเด่น ได้แก่ TKS, QTC, DELTA, CPALL, TRUE, BTS, ADVANC, NWR, TOP
บล.ไทยพาณิชย์ ระบุในบทวิเคราะห์วันนี้ (13 มิ.ย.) ว่า SET ยังลงต่อ แต่เห็นสัญญาณที่ดีขึ้น จากแรงซื้อสวนกลับมาบ้าง วันนี้ดูจุดต่ำเดิม 1422 จุด หากหลุดถัดไปจะอยู่ที่ 1400 จุด ซึ่งระดับนี้ มุมมองเรา ด้านเทคนิคจะมีการรีบาวน์สลับอย่างได้น้ำได้เนื้อ ส่วนพื้นฐาน น่าดึงดูดด้วย Forward PER ปี 56 ที่ต่ำกว่า 13X จุดพิจารณาตอนนี้อยู่ที่แรงขายต่างชาติจะหมดเมื่อไหร่ ซึ่งเราเห็นสัญญาณที่ดีขึ้นในตลาดฟิวเจอร์ ที่ไม่เห็นการเปิด Short เพิ่มขึ้น กลยุทธ์ นักลงทุนซื้อตามแนวรับจุดที่สองและสามต่อไปจะอยู่ที่ 1400 และ 1375 จุด หุ้นแนะนำวันนี้ ได้แก่ CPALL และ TRUE (เล่นรีบาวน์ หลุด 7 บาท Stop loss)
บล.ฟิลลิป ระบุว่า ตลาดหุ้นวันนี้ถอยไปตั้งหลักรอดูที่ 1400 โดยตลาดหุ้นไทยวานนี้ดิ่งตัวลงช่วงเปิดตลาด ก่อนจะมีแรงซื้อกลับเข้ามา แต่ขึ้นไม่ผ่านแนวต้าน 1,460 ทำให้ SET ลงต่อปิด 1,433.47 จุด โดยยังมีแรงเทขายจากต่างชาติเป็นประเด็นกดดัน
บรรยากาศลงทุนยังอึมครึมต่อไปท่ามกลางความกังวลเรื่องมาตรการ QE ของสหรัฐ และการปรับพอร์ตของต่างชาติที่ขายสุทธิหนักอย่างต่อเนื่อง แต่บาทเริ่มทรงตัวต่ำกว่า 31 บาท/ดอลลาร์ เล็กน้อย หลังการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ และการแข็งค่าของเยน หลัง BOJ ไม่มีการดำเนินมาตรการฯ เพิ่มเติม
การที่ SET กลับไปยืน 1440 จุด ไม่ได้ ทำให้ภาพทางเทคนิคดูอ่อนแอลงอีก ยังเน้นการถือพอร์ตให้น้อย เพื่อรอดูสถานการณ์อีกครั้งแถว 1400 จุด ซึ่งอาจมีดีดตัว (40-50 จุด) แต่หาก 1400 ยังรับไม่อยู่ ถือว่าปรับฐานมากกว่าที่ทางฝ่ายคาด แนวรับหลักถัดไปที่ 1320 แนวต้าน : 1456-1480 แนวรับ: 1420-1400
พอร์ตระยะสั้น : หุ้น 25% เงินสด 75%
หุ้นถือต่อในพอร์ต(ราคาเป้าหมายระยะสั้น) : ---
หุ้นแนะนำเพิ่ม (ราคาเป้าหมายระยะสั้น) : เลือกหุ้นพื้นฐานดี ราคาลงมาแรง ทำให้เหลือ Upside มากกว่า 20% และมีผลตอบแทนปันผลสูงกว่า 5% ได้แก่ TKS (6.85), QTC (5.90), DELTA (37.5)
หุ้นที่ปรับออก : NTV, TRUE ตัดขาดทุนออกไปก่อน เนื่องจากพุ่งลงแรงทะลุจุดตัดขาดทุนที่ 5% ไปในระหว่างวัน
บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) ระบุว่า ต่างชาติยังกดตลาดต่อ จำกัดพอร์ตอยู่ในหุ้นเสี่ยงต่ำ โดย KGI ประเมิน SET วันพฤหัสฯ ลงต่อ ลุ้นเด้งในวันคล้ายเมื่อวานแต่ทางหลักยังลง ต่างชาติน่าจะขายหุ้นต่ออีก อย่างน้อยถึงการประชุม ธ.กลางสหรัฐฯ ในวันที่ 18-19 มิ.ย. (เรายังมองว่าเป็นปัจจัยหนุนหุ้นโลกจะรีบาวด์) ขณะที่นักลงทุนส่วนใหญ่ชะลอกิจกรรมเพื่อรอตัวเลขสำคัญคืนนี้เช่นยอดค้าปลีกสหรัฐฯ และยอดขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ เพื่อชี้ทิศนโยบาย QE ในระยะถัดไป ขณะที่เมื่อเช้ามืด ทาง ธ.โลกปรับลดเป้า GDP โลกจาก 2.4% เป็น 2.2% หลักจากเศรษฐกิจจีนและยุโรปที่ต่ำกว่าคาดอาจเป็นข่าวลบช่วงสั้น ด้านต่างชาติขายหุ้นไทยจนยอดสะสมจากต้นปี 2555 เหลือ 5.4 พันล้านบาท อย่างไรก็ดีเรายอมรับว่าประเมินวอลุ่มขายต่างชาติลำบากมากในช่วงจิตวิทยาโลกไม่ดี หากย้อนไปถึงปี 2552 (หลังวิกฤตสหรัฐฯ) ต่างชาติยังมียอดซื้อสะสมอีก 1.36 แสนล้านบาท กลยุทธ์ช่วงนี้จึงแนะ i) จำกัดพอร์ต เพื่อรอดูปัจจัยสำคัญ (ประชุมเฟด) ii) ซื้อขายเร็วตามรอบรีบาวด์ในวัน หรือ iii) เน้นหุ้นเสี่ยงต่ำ เงินปันผลโดดเด่น
หุ้นเด่นวันนี้ ตามปัจจัยพื้นฐาน
พอร์ตลงทุนสะสม BTS*, ADVANC* / เก็งกำไรเลือก NWR
บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ดัชนียังผันผวนตราบที่ต่างชาติยังขายสุทธิ (ขายแล้วราว 68% ของการซื้อสุทธิรอบนี้) และกดดันให้ SET ลดลงมามีค่า Expected PER 13.7 เท่า จึงแนะนำสะสมหุ้น เพื่อรอการฟื้นตัวในช่วง 2H56 โดยยังเลือก SVI (FV@B5.25) และ TOP (FV@B77.83) เป็น Top picks
โดยดัชนีตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มผันผวนตามตลาดโลก ตราบที่แรงขายต่างชาติยังมีอยู่ และกล่าวได้ว่าเป็นช่วงของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญครั้งหนึ่งของตลาดหุ้นโลก ภายใต้สภาพแวดล้อมนโยบายการเงินโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะการใช้นโยบายการเงินผ่อนคลาย มีโอกาสจะถูกตัดทอนลง (ทั้งการอัดฉีดเงินเข้าระบบการเงิน ผ่าน QE ในสหรัฐ และอังกฤษ โดยการประชุมของ FOMC 18-19 มิ.ย. นี้ คาดจะมีความชัดเจน) และคาดว่ารอบวงจรดอกเบี้ยขาลง กำลังใกล้สิ้นสุดเช่นกัน ซึ่งประเด็นนี้ทำให้มีการปรับลดพอร์ตการลงทุนในวงกว้าง (เช่นกัน ลดสัดส่วนการถือตราสารหนี้ เพื่อลดโอกาสขาดทุนจากราคาที่จะลดลง สวนทางกับผลตอบแทนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามทิศทางดอกเบี้ยในตลาดโลก) อย่างไรก็ตามการที่ดัชนีหุ้นไทยลดลงอยู่ในระดับปัจจุบัน จนมีค่า Current PER ราว 14.8 เท่า หรือ Expected PER 13.7 เท่า ทำให้ตลาดหุ้นไทยมีความน่าสนใจมากขึ้น กลยุทธ์การลงทุนหุ้นยังแนะนำให้สะสมหุ้น 40% ของเงินลงทุน และเน้นหุ้นที่พึ่งพาเศรษฐกิจในประเทศ (Domestic Play เช่น CPALL, BTS, BECL, STEC, CK) และจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก (Global Play: SVI,CPF, TOP, PTTEP) โดยเลือก Top picks คือ SVI และ TOP
บล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุในบทวิเคราะห์วันนี้ (13 มิ.ย.) ว่า แรงขายต่างชาติยังรุนแรง ดังนั้นควร wait & see ไว้ก่อน!!
กลยุทธ์ : แรงขายจากนักลงทุนต่างประเทศยังมีออกมาอย่างหนัก และไม่มีสัญญาณว่าจะชะลอการขายแต่อย่างใด ดังนั้น FSS แนะนำให้ wait&see ไว้ก่อนดีกว่า โดยยังไม่แนะนำให้เข้าซื้อเพิ่ม โดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากแรงขายต่างชาติ เช่น แบงก์, ICT รวมทั้งหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกอย่าง พลังงาน-ปิโตรเคมี และ Soft Commodity ส่วนที่ซื้อแล้วแนะนำให้เน้นเป็นถือยาว
หุ้นเด่นทางเทคนิค QH, BJC, KTC (SBL)
แนวโน้ม บรรยากาศการลงทุนจากตลาดหุ้นต่างประเทศเช้าวันนี้ยังคงไม่สดใส เนื่องจากนักลงทุนยังวิตกเกี่ยวกับการลดขนาดโครงการ QE ของสหรัฐ ขณะที่มีข่าวลบจากการที่ MSCI ได้ปรับลดสถานะของกรีซลงสู่กลุ่มตลาดเกิดใหม่ และความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นในกรีซจากความพยายามควบคุมค่าใช้จ่ายของรัฐ และถึงแม้ว่าเมื่อวานนี้จะเริ่มมีแรงซื้อกลับในตลาดหุ้นอินโดนีเซียทำให้ปิดเป็นบวกได้ แต่เช้านี้ตลาดหุ้นฟิลิปปินส์ก็ยังเปิดทำการด้วยการปรับตัวลงอีกเกือบ 2% รวมทั้งตลาดหุ้นญี่ปุ่นที่ปรับตัวลดลงรุนแรงถึงกว่า 5% เช้านี้ ก็ยิ่งกดดันตลาดหุ้นในภูมิภาคให้เปิดมาปรับตัวลงกันถ้วนหน้า ซึ่งตลาดหุ้นไทยก็ยังคงมีแรงขายจากนักลงทุนต่างประเทศออกมาหนาตาอย่างต่อเนื่องด้วย ทำให้ FSS คาดว่า SET ยังมีแนวโน้มที่จะปรับตัวลงต่อเนื่องได้อีกเช่นกัน ซึ่งช่วงนี้ยังไม่มีสัญญาณว่านักลงทุนต่างชาติจะชะลอการขายให้เห็น
แนวรับ 1422 , 1410-1403 , 1392-1374 จุด แนวต้าน 1447-1457 จุด
บล.กสิกรไทย ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ข่าวร้ายเริ่มทยอยมา เตรียมใจและมีสติรับสถานการณ์
แนวโน้มตลาด: หุ้นยุโรปปรับตัวลดลงเพราะความไม่สงบในภูมิภาค ทั้งการประท้วงในกรีซจากการปิดสถานีโทรทัศน์ นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ควบคุมทางอากาศของหลายชาติในยุโรปผละงานกระทบเที่ยวบินจำนวนมาก ในขณะที่สหรัฐฯ นักลงทุนยังคงกังวลกับการที่เฟดอาจยกเลิก QE จึงทำให้ตลาดยังปรับลดลง เป็นธรรมชาติที่ข่าวร้ายมักเริ่มทยอยปรากฏตัวซ้ำเติมการลงหลังตลาดลงมาแล้วระยะหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยในประเทศอย่างการปรัดลดประมาณการเศรษฐกิจของหน่วยงานต่างๆ และผลกระทบจำนำข้าวที่กระทบต่อความเชื่อมั่นเครดิตประเทศ ในปัจจัยภายนอกธนาคารโลกออกมาลดคาดการณ์ GDP ทั่วโลกลงสู่ 2.2% จากคาดการณ์เมื่อม.ค.ที่ 2.4% เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศเกิดใหม่ชะลอตัวมากกว่าที่คาดการณ์ และเริ่มมีความวุ่นวายในยุโรป
สิ่งที่เรากังวลยังเป็น downside ที่เกิดจากเยนที่ยังมีโอกาสแข็งค่าบีบให้ต่างชาติขาย Unwind Yen Carry Trade ต่อได้ ดังนั้นเราจึงยังขอคงสัดส่วนหุ้นต่อเงินสดที่ 60:40 และไม่รีบเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในขณะนี้ หากนักลงทุนเริ่มทนภาวะกดดันจากการลดลงของราคาหุ้นไม่ไหวให้ใช้การแบ่งส่วนขาย อาทิ 20% ซึ่งเงินสดส่วนนี้จะเพิ่มความยืดหยุ่นในการวางกลยุทธ์ในช่วงถัดไป
ปัจจัยอื่น // CPALL ที่ประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติการเข้าซื้อหุ้น MAKRO จากกลุ่ม SHV สัดส่วน 35.65% ในราคา 787 บาท/หุ้น คิดเป็นมูลค่า 67,344 ล้านบาท จากนี้จะเข้าสู่กระบวนการ Tender offer ซึ่งน่าจะแล้วเสร็จส.ค. ส่วนการรับรู้กำไรกำไรเข้าสู่งบรวมแม้อาจทันช่วงปลาย 3Q56 แต่ในระดับที่มีนัยสำคัญน่าจะเป็น 4Q56 /TRUE นสพ.รายงานผู้บริหารวางแผนล้างขาดทุนสะสมหมดปีนี้ (ซึ่งเป็นไปได้หากมีการออก IFF) อย่างไรก็ตามจากการที่วานนี้ Moody ลดแนวโน้มเครดิตสู่เชิงลบ จากเดิมมีเสถียรภาพ ทำให้หุ้นเกิดแรงขายทำกำไรอย่างหนักลงมา จากการที่หุ้นลดลงมาแล้วราว 30% ใน 2 สัปดาห์ ทำให้การลงต่อจะสุ่มเสี่ยงกับการถูกบังคับขายสำหรับลูกค้ามาร์จิ้นได้ ผู้ลงทุนควรเพิ่มความระมัดระวัง
กลยุทธ์การลงทุน: การวางกลยุทธ์จากนี้จะต่างกันไปตามต้นทุนและสัดส่วนหุ้นของแต่ละคน คนที่มีเงินสดสูงการลงต่อจะเปิดโอกาสสะสมและซื้อเก็งกำไร คนที่มีหุ้นมากอาจต้องแบ่งขายบางส่วนเพื่อสร้างสภาพคล่อง (ไม่ควรทำทีเดียวหมดเพราะจะผิดพลาดได้ง่าย หลังหุ้นลงมามาก) และจับตาการแข็งค่าของเงินเยนสู่ 92-93 เยน/เหรียญสหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นจุดลุ้นหุ้นเอเซียฟื้นตัว ภาพตลาดเอเซียที่ดิ่งเช้านี้ 4-5% อาจกดดัน SET Index ลงทดสอบ 1350+/- ในช่วง 2-3 วันนี้ ซึ่งจะเป็นจุดลุ้นฟื้นตัวที่มีนัยสำคัญที่สุดนับแต่ตลาดปรับลงมาเที่ยวนี้
สำหรับนักลงทุนระยะกลาง: คงน้ำหนักการลงทุนที่ 60% หลังลดไป 20% ใน 2ครั้ง (22 ก.พ. และ 20 มี.ค.) และเราอยู่ระหว่างพิจารณาเตรียมเพิ่มน้ำหนักการลงทุนขึ้นเร็วๆ นี้
|